ผลประกอบการ “กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย” (แบงก์) ครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้ม “ชะลอตัว” จากครึ่งปีแรกตามฤดูกาล แต่ทว่าในมุมของ “กำไร” เมื่อเทียบกับปีก่อนยัง “ทรงตัว” หรือ “เติบโตเล็กน้อย” สะท้อนจากภาระ “ตั้งสำรองที่ลดลง” และ “คุณภาพสินทรัพย์” ที่ยังบริหารจัดการได้ แม้ว่าแนวโน้ม “เศรษฐกิจ” ยังคงมี “ความเสี่ยง” แต่ด้วย “จุดแข็ง” ของกลุ่มแบงก์ยัง “โดดเด่น” จาก “ฐานะการเงินแข็งแกร่ง” และ “เงินปันผลสูง” โดยจับตาการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเดือนส.ค. 2569 นี้
“ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มอ่อนตัวจากครึ่งปีแรกตามปัจจัยฤดูกาล โดยไตรมาส 4 ปี 2569 คาดชะลอลงจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีก่อน “กำไร” ยังมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่ “การจ่ายปันผล” ยังเป็นจุดแข็งของหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยแบงก์ที่กำไรเติบโตมีโอกาสเพิ่มการจ่ายปันผลได้มากขึ้น
สำหรับ ธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเดือนส.ค. 2569 นี้ ใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP
และ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP มีโอกาสเพิ่มการจ่ายปันผลตามกำไรที่เติบโต ส่วน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL คาดรักษาระดับปันผลได้ แม้กำไรชะลอ ด้าน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มีโอกาสพิจารณาจ่ายปันผลพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลัง “เศรษฐกิจไทย” มีความท้าทายมากขึ้น หลัง “ผ่านจุดสูงสุด” ของการเติบโตในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัว “จำกัด” และ “ขาดปัจจัยบวกใหม่” ขณะที่ ต้องจับตา “ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์” ส่งผลกระทบต่อ ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ฐานะการคลังภาครัฐ และนโยบายภาษีสหรัฐ ที่อาจกระทบเศรษฐกิจโลก
สำหรับ กลยุทธ์ลงทุนแนะนำผู้ถือหุ้นธนาคารเพื่อรับปันผลถือต่อได้ หากไม่มีความจำเป็นใช้เงิน แต่ผู้กังวลความผันผวนควรทยอยขายทำกำไรบางส่วน ขณะที่นักลงทุนใหม่ควรรอจังหวะราคาปรับฐาน หลังราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว
ด้านประมาณการปันผลปี 2569 KBANK คาดจ่ายสูงสุด 12 บาทต่อหุ้น ตามด้วย SCB 10.42 บาท, BBL 10 บาท, TISCO 7.75 บาท, KKP 7.50 บาท, TCAP 3.80 บาท, KTB 2.09 บาท, CREDIT 1.05 บาท และ TTB 0.13 บาทต่อหุ้น โดย TISCO มี Payout Ratio สูงสุดในกลุ่ม
“ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า กำไรกลุ่มธนาคารคาดไตรมาส 3 ปี 2569 จะทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีเสถียรภาพตามทิศทางดอกเบี้ย ขณะที่ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 ปี 2569 แต่ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ โดยคาดผลประกอบการจะ “ฟื้นตัว” ชัดเจนขึ้นในปี 2570 หลัง “วัฏจักรดอกเบี้ยเข้าสู่ช่วงทรงตัว”
สำหรับ แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อ ภาพรวม ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 สินเชื่อของกลุ่มธนาคารยังขยายตัวได้ราว 2.2% นับจากต้นปี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมองว่า “ปัจจัยสำคัญ” ที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของสินเชื่อในระยะต่อไป คือ การไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงความต้องการใช้สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ หลังราคาน้ำมันกลับมายืนอยู่ในระดับสูง
ด้านกลยุทธ์ลงทุน คาดหุ้นธนาคารอาจเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่มีโอกาสฟื้นตัวตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม จากแรงหนุนการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล โดยยังแนะนำ KTB และ KBANK เป็นหุ้นเด่น นอกจากนี้ คาดเงินปันผลระหว่างกาล BBL, KBANK, SCB และ TISCO ที่ 2.00 บาทต่อหุ้น, KKP 1.50 บาท, KTB 0.43 บาท, BAY 0.40 บาท และ TTB 0.07 บาทต่อหุ้น
“ตฤณ สิทธิสวัสดิ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการ “กลุ่มธนาคาร” ครึ่งหลังปี 2569 คาดชะลอลงจากครึ่งปีแรกตามฤดูกาล แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนยังมี “โอกาสเติบโตเล็กน้อย” จากภาระการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง โดยกำไรถูกกดดันจากรายได้ลงทุนและเงินปันผลรับที่ลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี บุคลากร และโบนัสที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2569 อย่างไรก็ดี การตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลงจะช่วยพยุงผลประกอบการของกลุ่มธนาคาร
นอกจากนี้ ภาพรวม “คุณภาพสินทรัพย์” ของกลุ่มธนาคารยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยธนาคารส่วนใหญ่ยังคงดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังต่อเนื่องมาหลายไตรมาส เพื่อรักษา “คุณภาพสินทรัพย์” และ “ควบคุมความเสี่ยง”
ทั้งนี้ ธนาคารยังให้น้ำหนักปล่อยสินเชื่อลูกค้าองค์กรเป็นหลัก จากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ขณะที่สินเชื่อรายย่อยและ SME ยังต้องติดตามใกล้ชิด จากแรงกดดันค่าครองชีพและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองส่วนเกินในระดับสูงตั้งแต่ครึ่งปีแรก ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนเครดิต และอาจทยอยลดการตั้งสำรองได้ หากคุณภาพสินทรัพย์เป็นไปตามคาด
สำหรับ คำแนะนำลงทุนหุ้นธนาคารใน ธีม Dividend Play แม้ราคาหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว แต่ยังให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) มากกว่า 6% สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค พร้อมคาดธนาคารจะทยอยประกาศปันผลระหว่างกาลปลายเดือนสิงหาคม คิดเป็นราว 10-20% ของปันผลทั้งปี หรือให้ผลตอบแทนประมาณ 1-2%
ขณะที่ เงินปันผลระหว่างกาล คาด BBL, SCB และ TISCO จ่าย 2.00 บาทต่อหุ้น, KBANK 1.80 บาท, KKP อย่างน้อย 1.60 บาท, KTB 0.42 บาท และ TTB 0.07 บาทต่อหุ้น
“แม้กำไรครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตามฤดูกาล แต่คุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง การตั้งสำรองที่ยืดหยุ่น และปันผลที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้หุ้นธนาคารยังน่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้จากเงินปันผลและความมั่นคง”


