จากสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นกดดันราคาน้ำมันพุ่งกลับสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกระลอก ในขณะที่ประเทศไทย มีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง ทางกระทรวงการคลัง ต้องเตรียมมาตรการเข้ามาดูแลเพิ่มเติมอย่างไรบ้างนั้น
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน CFO Annual Conference on Capital Markets 2026 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่าสงครามและความขัดแย้งตะวันออกกลางที่เคยคาดว่าจะสิ้นสุดลงอาจยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะวิกฤตในแถบ ทะเลแดง (Red Sea) ที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน ประกอบกับระดับสต็อกน้ำมันโลกที่ลดน้อยลงอย่างมาก ส่งผลให้ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันรอบใหม่ ที่จะทรงตัวอยู่ในระดับสูง และยังคงมีอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ทำให้สถานการณ์ช็อกรอบใหม่ในตะวันออกกลางอาจดึงให้เศรษฐกิจกลับไปเผชิญกับ "วิกฤตน้ำมันซ้ำรอยระลอกแรก" อีกครั้ง อาจฉุดให้เงินเฟ้อที่เริ่มทรงตัวกลับมาพุ่งสูงขึ้น จนกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคงต้องเตรียมตัวรับมือเต็มที่
"ถ้าไม่มีช็อกรอบนี้ เราคงคาดว่ารอบ 1 ระลอกแรก คือ น้ำมัน ผ่านไปแล้ว เราอยู่รอบ 2 แล้วจริงๆ ระลอก 2 คือเงินเฟ้อ และเรากำลังจะเข้าสู่ระลอก 3 แล้ว คือ กำลังซื้อ แต่พอมีช็อกรอบใหม่นี้ เหมือนดึงกลับ เพราะระลอก 1 มาซ้ำ แต่ว่า ราคาน้ำมัน ถ้ายิ่งสูงไปอีก เงินเฟ้ออาจจะกลับมาสูงขึ้นไปอีกได้ เพราะฉะนั้นผลกระทบต่อกำลังซื้อ และภาคธุรกิจ จะมาแน่นอน คงต้องเตรียมรับมือ"
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุดคือการ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ โดยสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจปรับไปใช้พลังงานโซลาร์มากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ยังเป็นการลดภาระต้นทุนของผู้ใช้งานไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ดร.สันติธาร ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการต่อยอดจากการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซ็นเซอร์ และโฟโตนิกส์ เพื่อนำมาสร้าง ห่วงโซ่อุปทานด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Supply Chain) ภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน
แต่ขณะนี้ยังถือว่า มีมาตรการรับมือในระยะสั้น จากการที่ รัฐบาลยังมีมาตรการจากงบประมาณพรก.กู้เงิน4แสนล้านบาท และโครงการ"ไทยช่วยไทยพลัส" ที่ยังคงดำเนินการอยู่ มองว่า สามารถเป็นมาตรการ “กันชน” บรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนระดับหนึ่ง
ในส่วนของความกังวลด้านเสถียรภาพค่าเงินและไทยยังติด 10 ประเทศ เฝ้าระวังบัญชีปั่นค่าเงินของสหรัฐ แต่เข้าเกณฑ์ลดลงนั้น ดร.สันติธาร ระบุว่าเป็นบทบาทหน้าที่หลักของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ในการติดตามและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


