สงครามที่ทวีความรุนแรงดันราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หนุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงาน 6 ตัวบวกสวนตลาด โดย SPRC พุ่งนำกลุ่ม 5.58% โบรกมองค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ยังหนุนกำไรไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่ง พร้อมแนะนักลงทุนเน้น "เล่นรอบ" รับความผันผวนจากสถานการณ์สงคราม
ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 24 ก.ค.2569 หุ้นโรงกลั่น และปิโตรเคมี ปรับตัวบวกสวนตลาด นำโดย
- หุ้น SPRC บวก 5.58% เพิ่มขึ้น 10.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 10.40 บาท
- หุ้น IRPC บวก 1.77% เพิ่มขึ้น 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.30 บาท
- หุ้น PTTEP บวก 0.99% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 153.00 บาท
- หุ้น PTTGC บวก 0.62% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 40.75 บาท
- หุ้น BCP บวก 0.56% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 45.25 บาท
- หุ้น TOP บวก 0.39% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 64.25 บาท
น.ส.นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ว่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้น ส่งผลให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวขึ้นสวนทางกับทิศทางตลาดหุ้นไทย จากแรงคาดหวังว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะออกมาแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่หนุนผลประกอบการของผู้ประกอบการโรงกลั่น มาจากค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ หรือ Spread ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเกิดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กำไรของกลุ่มยังอยู่ในระดับสูง ตราบใดที่สถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อ
ส่วนกรณีที่ภาครัฐขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการลงประมาณ 20-40 สตางค์ต่อลิตร แม้อาจกระทบกำไรของผู้ประกอบการราว 2,000 ล้านบาทต่อไตรมาส แต่เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิที่คาดว่าจะอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านบาทจากอานิสงส์ของราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น ถือว่าผลกระทบดังกล่าวมีน้ำหนักค่อนข้างจำกัด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่าหุ้นในกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นยังเหมาะสำหรับการ "เล่นรอบ" หรือ Trading มากกว่าการถือครองระยะยาว เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูงและเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วตามสถานการณ์ หากมีข่าวการเจรจาหรือยุติสงคราม ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลดลงทันที จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้น
นอกจากนี้ แนะนำให้ติดตามกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี รวมถึงเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน
สำหรับวันนี้หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนำกลุ่มได้แก่ SPRC เนื่องจากราคาหุ้นยังปรับขึ้นน้อยกว่าหุ้นโรงกลั่นรายอื่นในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะออกมาแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงราว 10% ต่อปี สูงกว่าหุ้นโรงกลั่นหลายบริษัทในกลุ่ม เช่น TOP และ PTTGC
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์สงครามและทิศทางราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางผลประกอบการและราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในระยะต่อไป


