"KKP" ประเมินกระแสลงทุนใน AI อาจขับเคลื่อนตลาดได้อีกเพียง 2-3 ปี จากความไม่แน่นอนของความคุ้มค่า หลังมีการนำ AI ไปใช้งานจริงเพียง 4-5% ในภาคธุรกิจ-ไม่ทำกำไรชัดเจน พร้อมชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยในงาน "KKP 2026 Mid-Year Review" ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ว่า โลกได้เปลี่ยนเข้าสู่สภาวะการลงทุนแบบใหม่ ทั้งสงครามที่กลับมาเป็นตัวแปรด้านราคา เงินเฟ้อที่ดื้อกว่าคาด และกระแสการลงทุน AI ที่ยังคงร้อนแรง
สำหรับนักลงทุนคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเกิดอะไรขึ้นในครึ่งปีแรก แต่คือ "มีอะไรที่ต้องจับตาต่อจากนี้" โดยสรุปเป็นสี่ประเด็นหลักที่จะกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า
การลงทุนใน AI คือ เครื่องยนต์หลักอุ้มเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้น
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ตราบใดที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเดินหน้าลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และชิปประมวลผล เศรษฐกิจเอเชียในห่วงโซ่อุปทานก็จะยังได้รับอานิสงส์ต่อไป แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือ "ความยั่งยืน" ของวงจรนี้ หลังจากตลาดเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ หากความเชื่อมั่นในเรื่องนี้สั่นคลอน ตลาดหุ้นที่พึ่งพา AI เป็นหลักอาจเผชิญความผันผวนได้
“จุดหนึ่งที่เราต้องตั้งคำถามให้ดีว่าการลงทุนของ AI มันยั่งยืนหรือไม่ ทั้งในมุมของ Supply แล้วก็มุมของ Demand ว่าถ้าเราลงทุนกันเยอะขนาดนี้ AI จะสามารถสร้างรายได้กลับมาให้กับคนที่ลงทุนได้คุ้มค่าจริงหรือไม่”
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า นักวิเคราะห์เริ่มเตือนการลงทุนใน AI ยังมีความเสี่ยง
โดยผลสำรวจพบว่าการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 4–5% และที่สำคัญคือยัง "ไม่สามารถสร้างกำไร" สร้างประโยชน์ต่อธุรกิจได้ชัดเจนเทียบเท่าอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน หรือธุรกิจแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะที่ต้นทุนการพัฒนายังอยู่ในระดับสูง จากข้อจำกัดด้านชิปขั้นสูง GPU และการใช้พลังงานปริมาณมหาศาล
อย่างไรก็ตาม กระแสลงทุนดังกล่าวยังเป็นบวกต่อไทยในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องติดตามการสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจนภายใน 2–3 ปี
ราคาน้ำมันและความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง
ดร.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนและเปราะบาง จากราคาน้ำมันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเสี่ยงด้านพลังงานได้กลายเป็นตัวแปรที่ต้อง "นับรวมในทุกการตัดสินใจลงทุน" ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนของภาคธุรกิจ รวมไปถึงความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนในที่สุด และท้ายที่สุดคือทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากความตึงเครียดกลับมาปะทุอีกครั้ง ผลกระทบต่อตลาดจะรวดเร็วและรุนแรงได้
โดยดร.ศุภวุฒิ เสริมว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกระทบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในตะวันออกกลาง จากก่อนนี้ที่ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับโลกของภูมิภาค ดังนั้น การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศตะวันออกกลางจึงมีแนวโน้มต้องดึงเงินลงทุนกลับมาเสริมความมั่นคงภายในประเทศมากขึ้น และเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาใหม่
อัตราดอกเบี้ยระยะยาวไม่แน่นอน
ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า ความหวังของแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่ตลาดเคยคาดหวังไว้เมื่อต้นปีได้เปลี่ยนไป การลงทุน AI ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก บวกกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากแนวโน้มเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และการขาดดุลการคลังแบบขยายตัว ทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงได้ยากกว่าที่คาด แรงกดดันจึงตกไปอยู่ที่ดอกเบี้ยระยะยาว
เศรษฐกิจไทยโครงสร้างอ่อนแอ พื้นที่นโยบายจำกัด
สำหรับปัจจัยเสี่ยงสุดท้าย แม้ในครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความไม่แน่นอนของโลกกระทบแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยอย่างเห็นได้ชัด และไทยเข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วย "กันชน" ที่บางลงกว่าที่เคย
ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุลในระดับสูงเริ่มลดลงจากประเด็นเชิงโครงสร้าง ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ที่แคบลงสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ขณะที่การขาดดุลการคลังที่สูงขึ้นและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐมีเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง แรงกระแทกจากภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าและฟื้นตัวช้า
ในการนี้ ดร.ศุภวุฒิ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่กำลังจะครบกำหนดการยกเว้นภาษีชั่วคราวในวันที่ 24 ก.ค. นี้ ซึ่งจะทำให้ภาคการส่งออกของไทยที่คิดเป็น 40% ของการส่งออกทั้งหมดจะได้รับผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะขาดดุลและค่าเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้นกว่าที่คาด


