วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

BBL ครึ่งปีแรกกำไร 2.05 หมื่นล้าน ลด 16.2% รับแรงกดดันดอกเบี้ยขาลง แต่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 9,498 ล้านบาท ลดลง 19.78% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 11,839.87 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ลดลง โดยเฉพาะรายได้จากเงินลงทุน

ขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากการลงทุนพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ธนาคารตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง จากการที่มีการตั้งสำรองอย่างระมัดระวังมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2569 เศรษฐกิจไทยทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีของโลก และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สะท้อนบทบาทของประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกมากขึ้น

อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจาก มาตรการภาษีการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเรมิ่ มีสัญญาณฟ้ืนตัวในช่วงปลายไตรมาส แต่ภาพรวมยังคงต่ากว่า ที่คาดการณ์ไว้นอกจากนี้ฐานะทางการคลังยังเผชิญข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจำกัดความสามารถในการดำเนิน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ทั้งนี้แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะมีบทบาทในการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและบรรเทาภาระค่าครองชีพระหว่างการฟื้ นตัวของเศรษฐกิจ แต่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ เป็นแรงกดดันต่อการเติบโตในระยะข้างหน้า

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 20,492 ล้านบาท ลดลง 16.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.4% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.46% แม้ว่าการเติบโตของสินเชื่อยังช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน

ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการเติบโตของธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ ธุรกิจกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดทุน ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลง เนื่องจากกำไรจากเงินลงทุนที่ชะลอตัว

ในด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลง 6.5% จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 47.1% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงเหลือ 17,435 ล้านบาท สะท้อนการบริหารสำรองอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อรวม 2.68 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ ขณะที่เงินฝากอยู่ที่ 3.21 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5%

สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 3.3% และมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพงถึง 306.3% สะท้อนการตั้งสำรองในระดับสูงเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 21.4% สูงกว่าระดับขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังคงเดินหน้าสนับสนุนลูกค้าผ่านเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ พร้อมดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก Responsible Lending และผลักดันโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน