วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘กลุ่มแบงก์’ เผชิญแรงกดดัน โบรกเกอร์ชี้ ‘ค่าฟีหด-คุมสินเชื่อ’ ปั๊มรายได้เวลท์-ประกันพยุงกำไร

“กลุ่มธนาคารพาณิชย์” (แบงก์) ยังเผชิญแรงกดดันจาก “รายได้ดอกเบี้ย” ที่ชะลอตัว การลดค่าธรรมเนียมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ “การปล่อยสินเชื่อ” ที่เข้มงวดขึ้น แต่ทว่าธนาคารได้ปรับตัวด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ประกัน และการลงทุนเข้ามาชดเชย ขณะที่ หุ้นแบงก์ยัง “โดดเด่น” จากการจ่ายปันผลสูง และสม่ำเสมอ แม้ “กำไร” จะไม่ได้เติบโตหวือหวามากนัก

‘กลุ่มแบงก์’ เผชิญแรงกดดัน โบรกเกอร์ชี้ ‘ค่าฟีหด-คุมสินเชื่อ’ ปั๊มรายได้เวลท์-ประกันพยุงกำไร

นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ปี 2569 ยังคงเน้นรักษาฐานกำไรให้อยู่ในระดับสูง โดยคาด “กำไรสุทธิ” จะทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรืออาจลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน แต่ทว่ายังอาจอ่อนตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน จากแรงกดดันของรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงตามการชะลอตัวของสินเชื่อ และผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายที่รับรู้เต็มไตรมาสแล้ว

ทั้งนี้ การลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการของ ธปท. คาดไม่กระทบกำไรธนาคาร เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว ขณะที่ แรงกดดันหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว หลังธนาคารยังเข้มงวดการปล่อยกู้ใหม่ ส่งผลให้สภาพคล่องส่วนเกินถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรหรือปล่อยกู้ระหว่างธนาคารแทน

ส่วนปัจจัยหนุนกำไรปีนี้มาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และการขายประกันผ่านธนาคารที่ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 หลายธนาคารจะรับรู้รายได้เงินปันผลเข้ามาช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่อ่อนตัว

“การตั้งสำรองมีแนวโน้มลดลง หลังธนาคารสะสมสำรองส่วนเกินไว้ในระดับสูงต่อเนื่องหลายไตรมาส ทำให้ความกังวลเรื่องหนี้เสียลดลงเมื่อเทียบกับวิกฤติรอบก่อน”

สำหรับกลยุทธ์ลงทุนยังเน้นหุ้นธนาคารเพื่อรับเงินปันผลระยะยาว เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อไม่สูงมาก ทำให้ธนาคารสามารถรักษาอัตราจ่ายปันผลในระดับสูงได้ต่อเนื่อง สำหรับหุ้นเด่นยกให้ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 8% ต่อปี และคาดว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2569 จะเติบโตจากไตรมาสก่อน

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ธนาคารมีแนวโน้มเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยพิจารณาความเสี่ยงตามอาชีพ และประเภทธุรกิจลูกค้า และคาดว่า ธปท. ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ ส่วนเฟดอาจปรับขึ้นอีกเพียง 1 ครั้งช่วงปลายปี และมองว่าธุรกิจธนาคารมีโอกาสฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2570 หากเข้าสู่รอบ “ดอกเบี้ยขาขึ้น”

สำหรับ การลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ คาดกระทบรายได้กลุ่มธนาคารเพียงราว 5,000 ล้านบาท หรือ 3% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวม โดยยังมีธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และการลงทุนที่เติบโตดีเข้ามาชดเชย

ขณะที่ด้านสินเชื่อ ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้เติบโตเกือบ 2% สูงสุดในรอบ 4 ปี หนุนจากการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม และภาคส่งออก แม้การฟื้นตัวยังจำกัดอยู่ในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ธุรกิจดั้งเดิมยังเติบโตได้ไม่มากนัก

“ค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังไม่กระทบกลุ่มธนาคารมากนัก ตราบใดที่การจ้างงานยังแข็งแกร่ง และลูกหนี้มีรายได้ชำระหนี้ได้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และการสิ้นสุดดอกเบี้ยขาลงจะช่วยลดแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร”

ทั้งนี้ การลงทุนหุ้นธนาคารยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นรับเงินปันผล จากการจ่ายปันผลสูง และสม่ำเสมอ แม้กำไรจะไม่ได้เติบโตโดดเด่นมากนัก แนะนำถือรอความชัดเจนของปัจจัยภายนอก และทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว

สำหรับหุ้นเด่น แนะนำ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เนื่องจากยังมีอัปไซด์ราว 10% ขณะที่หุ้นแบงก์อื่นส่วนใหญ่แนะนำ “ถือ” เพราะมูลค่าหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว

นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า กลุ่มธนาคารยังคงระมัดระวัง “การปล่อยสินเชื่อ” โดยเฉพาะ “ลูกค้ารายย่อย” ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพสูง ขณะที่เริ่มเห็นการเบิกใช้สินเชื่อของลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ภาพรวมสินเชื่อยังเติบโตในลักษณะทรงตัวเป็นหลัก

ในด้าน “รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ” ของกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง หลังจาก “ผ่านจุดต่ำสุด” ในไตรมาส 2 ปี 2569 จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มทรงตัว ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

ส่วนการลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ คาดว่าจะกระทบรายได้ธนาคารจำกัด เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมหลักได้รับผลกระทบจากการใช้ PromptPay ไปมากแล้ว ขณะที่แม้ยังมีความกังวลเรื่องความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่ม แต่เชื่อว่าธนาคารยังบริหารความเสี่ยงได้ดี

นอกจากนี้ ธนาคารส่วนใหญ่ยังมีเงินสำรองในระดับสูง ที่ทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ ขณะที่หุ้นกลุ่มแบงก์มีแนวโน้มกลับมาน่าสนใจมากขึ้นในช่วงประกาศปันผลระหว่างกาลเดือนส.ค.นี้

โดยกลยุทธ์ลงทุนแนะนำเน้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ได้อานิสงส์จากรายได้ดอกเบี้ยฟื้นตัว โดยเลือก KTB เป็นหุ้นเด่น รองลงมา ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์