“กลุ่มธนาคารพาณิชย์” (แบงก์) ยังเผชิญแรงกดดันจาก “รายได้ดอกเบี้ย” ที่ชะลอตัว การลดค่าธรรมเนียมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ “การปล่อยสินเชื่อ” ที่เข้มงวดขึ้น แต่ทว่าธนาคารได้ปรับตัวด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ประกัน และการลงทุนเข้ามาชดเชย ขณะที่ หุ้นแบงก์ยัง “โดดเด่น” จากการจ่ายปันผลสูง และสม่ำเสมอ แม้ “กำไร” จะไม่ได้เติบโตหวือหวามากนัก
นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ปี 2569 ยังคงเน้นรักษาฐานกำไรให้อยู่ในระดับสูง โดยคาด “กำไรสุทธิ” จะทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรืออาจลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน แต่ทว่ายังอาจอ่อนตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน จากแรงกดดันของรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงตามการชะลอตัวของสินเชื่อ และผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายที่รับรู้เต็มไตรมาสแล้ว
ทั้งนี้ การลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการของ ธปท. คาดไม่กระทบกำไรธนาคาร เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว ขณะที่ แรงกดดันหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว หลังธนาคารยังเข้มงวดการปล่อยกู้ใหม่ ส่งผลให้สภาพคล่องส่วนเกินถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรหรือปล่อยกู้ระหว่างธนาคารแทน
ส่วนปัจจัยหนุนกำไรปีนี้มาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และการขายประกันผ่านธนาคารที่ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2569 หลายธนาคารจะรับรู้รายได้เงินปันผลเข้ามาช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่อ่อนตัว
“การตั้งสำรองมีแนวโน้มลดลง หลังธนาคารสะสมสำรองส่วนเกินไว้ในระดับสูงต่อเนื่องหลายไตรมาส ทำให้ความกังวลเรื่องหนี้เสียลดลงเมื่อเทียบกับวิกฤติรอบก่อน”
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนยังเน้นหุ้นธนาคารเพื่อรับเงินปันผลระยะยาว เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อไม่สูงมาก ทำให้ธนาคารสามารถรักษาอัตราจ่ายปันผลในระดับสูงได้ต่อเนื่อง สำหรับหุ้นเด่นยกให้ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ (SCB) จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 8% ต่อปี และคาดว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2569 จะเติบโตจากไตรมาสก่อน
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.พาย กล่าวว่า ธนาคารมีแนวโน้มเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยพิจารณาความเสี่ยงตามอาชีพ และประเภทธุรกิจลูกค้า และคาดว่า ธปท. ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ ส่วนเฟดอาจปรับขึ้นอีกเพียง 1 ครั้งช่วงปลายปี และมองว่าธุรกิจธนาคารมีโอกาสฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2570 หากเข้าสู่รอบ “ดอกเบี้ยขาขึ้น”
สำหรับ การลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ คาดกระทบรายได้กลุ่มธนาคารเพียงราว 5,000 ล้านบาท หรือ 3% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวม โดยยังมีธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และการลงทุนที่เติบโตดีเข้ามาชดเชย
ขณะที่ด้านสินเชื่อ ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้เติบโตเกือบ 2% สูงสุดในรอบ 4 ปี หนุนจากการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม และภาคส่งออก แม้การฟื้นตัวยังจำกัดอยู่ในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ธุรกิจดั้งเดิมยังเติบโตได้ไม่มากนัก
“ค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังไม่กระทบกลุ่มธนาคารมากนัก ตราบใดที่การจ้างงานยังแข็งแกร่ง และลูกหนี้มีรายได้ชำระหนี้ได้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และการสิ้นสุดดอกเบี้ยขาลงจะช่วยลดแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร”
ทั้งนี้ การลงทุนหุ้นธนาคารยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นรับเงินปันผล จากการจ่ายปันผลสูง และสม่ำเสมอ แม้กำไรจะไม่ได้เติบโตโดดเด่นมากนัก แนะนำถือรอความชัดเจนของปัจจัยภายนอก และทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว
สำหรับหุ้นเด่น แนะนำ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เนื่องจากยังมีอัปไซด์ราว 10% ขณะที่หุ้นแบงก์อื่นส่วนใหญ่แนะนำ “ถือ” เพราะมูลค่าหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า กลุ่มธนาคารยังคงระมัดระวัง “การปล่อยสินเชื่อ” โดยเฉพาะ “ลูกค้ารายย่อย” ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพสูง ขณะที่เริ่มเห็นการเบิกใช้สินเชื่อของลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ภาพรวมสินเชื่อยังเติบโตในลักษณะทรงตัวเป็นหลัก
ในด้าน “รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ” ของกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง หลังจาก “ผ่านจุดต่ำสุด” ในไตรมาส 2 ปี 2569 จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มทรงตัว ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
ส่วนการลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ คาดว่าจะกระทบรายได้ธนาคารจำกัด เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมหลักได้รับผลกระทบจากการใช้ PromptPay ไปมากแล้ว ขณะที่แม้ยังมีความกังวลเรื่องความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่ม แต่เชื่อว่าธนาคารยังบริหารความเสี่ยงได้ดี
นอกจากนี้ ธนาคารส่วนใหญ่ยังมีเงินสำรองในระดับสูง ที่ทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ ขณะที่หุ้นกลุ่มแบงก์มีแนวโน้มกลับมาน่าสนใจมากขึ้นในช่วงประกาศปันผลระหว่างกาลเดือนส.ค.นี้
โดยกลยุทธ์ลงทุนแนะนำเน้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ได้อานิสงส์จากรายได้ดอกเบี้ยฟื้นตัว โดยเลือก KTB เป็นหุ้นเด่น รองลงมา ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารกรุงเทพ (BBL)
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


