วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

โบรกชี้ความเสี่ยงตะวันออกกลางเพิ่ม หนุนหุ้นพลังงานรับแรงเก็งกำไร

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่านทวีความรุนแรง ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์  และ War Risk Premium กลับมาเร่งตัว ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ และเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมีในระยะสั้น

นายปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีหลายพื้นที่ในอิหร่าน ทั้งเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เช่น คลังขีปนาวุธ โดรน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และโรงงานนิวเคลียร์ระหว่างก่อสร้าง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ สะพาน สนามบิน สถานีรถไฟ และท่าเรือ นับเป็นการโจมตีต่อเนื่องเป็นวันที่ 8
 

ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ คูเวต จอร์แดน บาห์เรน และซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงงานผลิตน้ำจืดและโรงไฟฟ้าในคูเวต ส่งผลให้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตในฐานทัพจอร์แดนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม และถือเป็นการโจมตีซาอุดีอาระเบียโดยตรงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

นอกจากนี้ อิหร่านยังประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าโจมตีต่อ อิหร่านจะยกระดับปฏิบัติการสู่สงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale Operation)

หยวนต้า มองว่า เหตุการณ์ล่าสุดมีความรุนแรงมากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า เนื่องจากการโจมตีได้ขยายวงครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาค มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนอกเหนือจากเป้าหมายทางทหาร และการยกเลิก MOU อย่างเป็นทางการ ทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน (Supply Disruption) เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 16-17 กรกฎาคม ลดลงเหลือเพียง 3-8 ลำต่อวัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ สะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการเดินเรือ และเป็นแรงหนุนให้ War Risk Premium กลับมาเร่งตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น

ฝ่ายวิจัยระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านบวก (Upside Risk) ต่อสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ ปี 2569 ที่ปัจจุบันประเมินไว้เฉลี่ย 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ที่ประมาณ 91.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยสมมติฐานเดิมตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

ในเชิงกลยุทธ์ หยวนต้ายังคงให้น้ำหนักการลงทุน "เท่ากับตลาด" แต่แนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนระยะสั้นในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น โดยอ้างอิงสถิติในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงการลงนาม MOU เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พบว่า หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและปิโตรเคมีให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ขณะที่หุ้นโรงกลั่นและสถานีบริการน้ำมันมีผลตอบแทนต่ำกว่า

สำหรับ หุ้นแนะนำ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ PTTEP, PTTGC และ IVL โดยฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมของ PTTEP เป็น 164 บาท จากเดิม 150 บาท หลังปรับอัตราคิดลด (WACC) เหลือ 10% จากเดิม 10.7% เพื่อสะท้อน War Risk Premium ที่กลับมาเพิ่มขึ้น พร้อมประเมินว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อกำไรของ PTTEP ราว 1,000 ล้านบาทต่อปี และมีผลต่อราคาเหมาะสมประมาณ 1.60 บาทต่อหุ้น