วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ThaiBMA มองปมผู้ถือ ‘หุ้นTRUE’ ไม่กระทบหุ้นกู้หาก‘เรตติ้งไม่ลด’

ThaiBMA ชี้หุ้นกู้กลุ่มทรูยัง “เนื้อหอม” นักลงทุนรายย่อยกอดแน่นไม่หวั่นกระแสข่าวผู้ถือหุ้น ชูจุดเด่นเรตติ้งระดับ A+ ดอกเบี้ยจูงใจ และสภาพคล่องส่วนเกินล้นมือ พร้อมเดินหน้าโรลโอเวอร์หุ้นกู้ครึ่งปีหลังอีกกว่า 3 หมื่นล้าน ด้าน “บล.บัวหลวง” คาดการณ์รายได้รวมไตรมาส 2 ปี 69 แตะ 4.56 หมื่นล้าน หลังสัญญาณ “บวก” ผู้ใช้บริการมือถือ-บรอดแบนด์ฟื้นตัวชัดเจน

KEY POINTS

  • สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่าประเด็นเรื่องผู้ถือหุ้นรายใหม่ของ TRUE จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือหุ้นกู้ ตราบใดที่อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ไม่ถูกปรับลดลง
  • นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในหุ้นกู้ของ TRUE เนื่องจากมีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ A+ ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ และบริษัทมีสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง
  • TRUE มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยในระดับที่ปลอดภัย และคาดว่าจะสามารถต่ออายุ (Rollover) หุ้นกู้ที่ครบกำหนดในครึ่งปีหลังได้ไม่มีปัญหา

นางสาวอริยา ติรณปกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า นักลงทุนยังคง “ความเชื่อมั่น” และพร้อมลงทุนในหุ้นกู้ กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และเครือ CP เนื่องจากอันดับความน่าเชื่อถือที่น่าพอใจ และ “ผลตอบแทน” ที่จูงใจ และสภาพคล่องของบริษัทที่ยังแข็งแกร่ง

สะท้อนภาพ “กลุ่มนักลงทุนหุ้นกู้รายย่อย” ยังเชื่อมั่นในตัวบริษัทแม่ แม้จะมีประเด็นเรื่องปมผู้ถือ “หุ้น TRUE รายใหม่” แต่ตราบใดที่อันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรตติ้ง) “ไม่ถูกลด” รวมทั้งไม่มีประเด็นเรื่องราคาในตลาดรองที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็มองว่ายังไม่กระทบต่อผู้ถือหุ้นกู้โดยตรง

ThaiBMA มองปมผู้ถือ ‘หุ้นTRUE’  ไม่กระทบหุ้นกู้หาก‘เรตติ้งไม่ลด’

นอกจากนี้ หุ้นกู้ TRUE มีเครดิตเรติ้งหุ้นกู้อันดับ A+ ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้ A+ ตัวอื่น ๆ ทำให้ขายหมดเสมอ รวมถึงในช่วงครึ่งปีแรก และน่าจะยังสามารถ “โรลโอเวอร์” (Rollover) หุ้นกู้ครบกำหนดครึ่งปีหลังได้ ซึ่งไม่มีความกังวลเรื่อง “การชำระดอกเบี้ย” เนื่องจากบริษัทมีสภาพคล่องส่วนเกิน (Excess Liquidity) ระดับสูงมาก เมื่อดูจากอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย พบว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

“ภายหลังการควบรวมของกลุ่ม TRUE อัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ ดูดีขึ้น เนื่องจากมีการกระจายหนี้ออกไป ไม่กระจุกตัวเหมือนช่วงก่อนหน้า และบริษัทไม่มีปัญหาเรื่องฐานะการเงิน โดยยังคงส่งรายงาน Financial Highlight และ Financial Ratio ตามปกติให้กับทางไทยบีเอ็มเอ“

อย่างไรก็ดี ในครึ่งปีแรก 2569 บมจ.ทรู มีการออกหุ้นกู้ทั้งสิ้นจำนวน 9 รุ่น เป็นมูลค่าคงค้าง 30,500 ล้านบาท และครึ่งปีหลัง 2569 มียอดหุ้นกู้ครบกำหนด ทั้งหมด 8 รุ่น เป็นมูลค่าคงค้าง 30,838.90 ล้านบาท

นายปัญจพล แท่นศรีเจริญ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราคาดรายได้รวมของ TRUE จะอยู่ที่ 4.56 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (จากฐานสูงในไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งมีรายได้พิเศษจากข้อตกลงเกี่ยวกับคลื่นความถี่) และลดลง 1.7% จากไตรมาสก่อนหน้า (ยอดขายอุปกรณ์ที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า) 

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ใช้บริการสุทธิคาดว่าจะฟื้นตัวทั้งใน “ธุรกิจมือถือ” และ “ธุรกิจบรอดแบนด์” ของ TRUE เราคาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า จาก “ต้นทุน” คลื่นความถี่ที่ลดลง ซึ่งคาด “กำไรหลัก” อยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 3% จากไตรมาสก่อนหน้า ด้วยผลของจำนวนวันในไตรมาสและค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนกลยุทธ์จากคอนเทนต์กีฬาไปสู่คอนเทนต์เพลงและความบันเทิง

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า คาดผลการดำเนินงานคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 6.72 พันล้านบาท +231% y-y และ 2% q-q หนุนจากรายได้บริการหลักที่ฟื้นตัวทั้ง mobile และ FBB รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ลดลงจาก Network optimization, และดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำลง ประมาณการกำไรปี 2569 ของตลาดที่ 2.4 หมื่นล้านบาท คาดมี Upside 5-10% 

เรามองราคาหุ้นปรับลงแรงจากประเด็นข่าวลือผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่งอาจขายหุ้นเป็นจังหวะในการเข้าลงทุน โดยเฉพาะหากราคาปรับลงหาระดับ 12 บาทหรือต่ำกว่า โดย PER จะลดลงเหลือราว 15-16 เท่าและคาด Dividend Yield ราว 4%

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รายได้เติบโต และการลดต้นทุนยังทำอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ ปรับเพิ่มประมาณการปี 2569-2570 เป็น 2.75 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และ 3.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนการลดต้นทุนที่ทำได้เร็วกว่าคาด ขณะที่ประมาณการของเราสูงกว่าตลาดราว 8-13% 

ดังนั้น คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2026 เป็น 18.60 บาทต่อหุ้น มองว่ายังมีโอกาสที่ตลาดจะทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเงินปันผลในระยะถัดไป จากการลดต้นทุนที่ทำได้ดีกว่าคาด