“นักวิเคราะห์” คาดการณ์กำไรปกติ SCC ไตรมาส 2 ปี 2569 7.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 299% จากไตรมาสก่อน รับอานิสงส์ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่พุ่งสูงขึ้นตามอุปทานที่ตึงตัว หลังโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งต้องหยุดผลิตเพราะได้รับผลกระทบจากสงคราม อีกทั้งได้แรงหนุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจซีเมนต์ในเวียดนามฟื้น แม้ยอดขายบางส่วนลดลงจากการปิด 2 โรงงาน ROC-LSP
“ศรชัย พิทยาพฤกษ์” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์ “กำไรปกติ” บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 7,249 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 147% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 299% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งนี้ หักผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของบริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD และกำไรจากสต็อกสินค้า สะท้อนชัดว่าไตรมาสนี้อาจเป็นไตรมาสที่ SCC ทำผลงานดีที่สุดในปี 2569
โดยปัจจัยที่ทำให้กำไรของ SCC เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งขาดแคลนวัตถุดิบและต้องหยุดเดินเครื่อง กระทบอุปทานในตลาดตึงตัวและผลักดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นตามราคาขาย ถึงแม้ว่ายอดขายรวมจะลดลงหลังการปิดซ่อมบำรุงโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) และการหยุดดำเนินงานของโครงการปิโตรเคมีลองซอน (LSP)
ภาพรวมธุรกิจซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์ มีการปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้นผ่านการปรับราคาขาย ประกอบกับความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศเวียดนามเริ่มฟื้นตัวจากการเร่งรัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ทั้งปริมาณยอดขายและอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น หลังผู้บริโภคเร่งสั่งซื้อสินค้าและธุรกิจสามารถผลักดันภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขายได้
แนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 กำไรของ SCC มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากธุรกิจซีเมนต์เข้าสู่ช่วง “โลว์ซีซัน” และอุปทานปิโตรเคมีในตลาดโลกทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลาย ส่งผลต่อส่วนต่างราคาแคบลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอาจมีปัจจัยบวกระยะยาวจากการกลับมาเดินเครื่องโรงงาน LSP
บ.แม่ 'รับทรัพย์' รายได้ฟื้นทุกกลุ่มธุรกิจ
“สุพพตา ศรีสุข” นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล. บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดการณ์ “กำไรปกติ” SCC ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 7,252 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 135% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 299% เทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากรายได้ที่ฟื้นตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ รวมถึงส่วนต่างราคาสินค้าปิโตรเคมีที่ขยายตัว
เมื่อพิจารณารายกลุ่มธุรกิจ ธุรกิจปิโตรเคมี กำไรเพิ่มขึ้นจากปัจจัยหลักคือส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี แม้ปริมาณการขายจะลดลงจากการหยุดผลิตเพื่อซ่อมบำรุงของ โรงงาน ROC เป็นเวลา 3 เดือน และการเลื่อนการกลับมาเดินเครื่องของโรงงาน LSP ในประเทศเวียดนามออกไปอีกราว 1 เดือนครึ่ง
ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากปัจจัยหนุนด้านปริมาณการขายและราคาขายที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ คาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรและธุรกิจเยื่อกระดาษ รวมถึงการเดินเครื่องโรงงานฟาจาร์ 3
มิกซ์ แอนด์ แมทช์! ปรับส่วนผสมเน้น HVA ราคาสูง
“ชัยวัฒน์ อาศิระวิชัย” นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นของ SCC มีแรงขับเคลื่อนหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น รวมถึงการตลาดที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ HVA ในสัดส่วน 60-70% ของยอดขายรวม ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าสินค้าเกรดทั่วไปราว 100-200 ดอลลาร์ต่อตัน
มองไปข้างหน้า ในไตรมาส 3 ปี 2569 คาดว่ากำไรปกติของ SCC จะลดลงกลับสู่ระดับปกติที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างราคาเม็ดพลาสติก HDPE และ PP จะทยอยปรับตัวลดลง โดยส่วนต่างราคา HDPE จะลดลงราว 24% จากไตรมาส 2 มาอยู่ที่ 397 ดอลลาร์ต่อตัน อีกทั้งยังมีปัจจัยกดดันจากการปิดโรงงานปิโตรเคมี 2 แห่งชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องบันทึกต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นประมาณ 400 ล้านบาทต่อเดือน
แม้แนวโน้มราคา HDPE จะปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ในระยะกลางคาดว่า อุตสาหกรรมจะได้รับปัจจัยหนุนส่วนต่างราคากลับมาทรงตัวในระดับ 300-320 ดอลลาร์ต่อตันได้ รับอานิสงส์การควบคุมอุปทานและปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป รวมถึงแผน 5 ปีของจีนระหว่างปี 2569-2573 ที่มุ่งเน้นลดการแข่งขันและกำจัดโรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยง "สินค้าปิโตรฯล้นตลาด"


