วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ส่องงบ 'SCGP' คาดกำไรแกร่งสุดในรอบ 4 ปี รับปรับโครงสร้าง ‘ฟาจาร์’ ดีมานด์หนุนราคาขาย

“นักวิเคราะห์” คาดการณ์กำไรสุทธิ SCGP ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ราว 2 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 ปี จากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ที่ฟื้นตัวทั้งในและต่างประเทศ ด้าน "ฟาจาร์" อินโดนีเซียเร่งปรับราคาขายพลิกทำกำไรหลังรื้อโครงสร้าง มองเชิงบวกครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค จ่อใช้งบลงทุนราว 5 พันล้านบาทปิดดีล M&P

นายประสิทธิ์ รัตนกิจกมล นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า คาดการณ์ “กำไรสุทธิ” บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 2,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 101% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สูงสุดในรอบ 4 ปี จากความต้องการหรือดีมานด์บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณการขายขยายตัวทั้งในประเทศและตลาดภูมิภาค รวมถึงสามารถปรับราคาขายในตลาดอินโดนีเซียขึ้นได้หลังการแข่งขันด้านราคาเริ่มผ่อนคลาย

ธุรกิจเยื่อและกระดาษส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยราคาขายเยื่อกระดาษใยสั้นและเยื่อเคมีละลายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน หลังปัญหาอุปทานส่วนเกินคลี่คลาย

ขณะที่บริษัท พีที ฟาจาร์ เซอร์ยา วิเซสา หรือ "ฟาจาร์" (Fajar) ในอินโดนีเซีย พลิกกลับมาทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังการปรับโครงสร้างต้นทุนและลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย จากเดิมที่เคยขาดทุนสุทธิสูงถึง 369 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2568

แนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งหลังปี 2569 อาจเห็นการชะลอตัวลงบ้างตามปัจจัยฤดูกาล แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประเทศในอาเซียน จะช่วยขับเคลื่อนการบริโภคและดีมานด์บรรจุภัณฑ์ อีกทั้ง SCGP มีจุดแข็งในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ลดทอนผลกระทบจากแนวโน้มต้นทุนเศษกระดาษและสารเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" จากการฟื้นตัวของทุกกลุ่มธุรกิจหลักร่วมกับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

กลัว ‘สินค้าขาดแคลน’ หนุน ‘ปรับราคาขาย’ เร็วกว่าคาด

นายศรชัย พิทยพฤกษ์ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดการณ์ “กำไรปกติ” SCGP ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 2,159 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 40% เทียบกับไตรมาสก่อน จากอัตรากำไรหรือมาร์จินที่ปรับตัวดีขึ้น และปริมาณการขายที่ฟื้นตัวชัดเจน

โดยปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) ได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียที่ขยายตัว ขณะที่กลุ่มธุรกิจเยื่อและกระดาษได้รับอานิสงส์จากดีมานด์ในตลาดสหรัฐ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย รวมถึงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานเป็นเวลา 15 วันเหมือนไตรมาสที่ผ่านมา

ฝั่งของต้นทุนราคากระดาษเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากค่าขนส่งสินค้าทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนสินค้าผลักดันให้ SCGP สามารถปรับเพิ่มราคาขายสินค้าได้รวดเร็วกว่าที่คาด ทำให้บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนกระดาษ เชื้อเพลิง และค่าขนส่งไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มกำไรของ SCGP ช่วงครึ่งหลังปี 2569 คาดฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการปรับราคาขายที่เร็วกว่าคาด รวมถึงได้แรงหนุนจากอุปทานในประเทศจีนที่ฟื้นตัวช้าจากการขาดแคลนกระดาษรีไซเคิล ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาในภูมิภาคลดลง คงคำแนะนำ "ถือ" โดยมองว่าราคาปัจจุบันได้สะท้อนการฟื้นตัวของกำไรแล้ว

แบ่งใช้งบลงทุนหมื่นล้าน M&P ครึ่งปีหลัง

นายณัฐกร ศรีภูไฟ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดการณ์ “กำไรสุทธิ” SCGP ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 1,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 26% เทียบกับไตรมาสก่อน ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 18 ไตรมาส จากดีมานด์ที่แข็งแกร่ง ปริมาณการขายที่ฟื้นตัว และการปรับราคาขายช่วยหนุนมาร์จิน

นอกจากนี้ บริษัทได้รับปัจจัยบวกจากดีมานด์ “บรรจุภัณฑ์สินค้าเกษตร” เพื่อการส่งออกในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การเร่งสต็อกสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลฟุตบอลโลก โครงการไทยช่วยไทยพลัส และปริมาณการขายของฟาจาร์ที่ฟื้นตัวทำให้บริษัทสามารถปรับราคาขายให้ใกล้เคียงกับราคาตลาดได้ดีขึ้น

SCGP ตั้งงบลงทุนหรือแคเปกซ์ (CAPEX) ในปี 2569 ไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้งบที่เหลืออีกราว 5-6 พันล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อรองรับการควบรวมและร่วมมือกับพันธมิตร (M&P) ที่คาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ช่วงปลายปี 2569 ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตต่อไปในปี 2570 คงคำแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" จากอัปไซด์ที่ยังมีอยู่