“SCC” โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 1 ที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 466% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหลังต้นทุนการผลิตซีเมนต์ลด-ขึ้นราคาขายตามดีมานด์ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ด้าน SCGP ทำกำไรได้อย่างโดดเด่นในตลาดอินโดนีเซียจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานกำไรสุทธิที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 466% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากต้นทุนการผลิตซีเมนต์ที่ลดลงประกอบกับการขึ้นราคาปูนซีเมนต์ จากดีมานด์ที่เพิ่มสูงขึ้นของสินค้าปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างตามปัจจัยฤดูกาล
นอกจากนี้ ผลประกอบการในประเทศอินโดนีเซียของเอสซีจีพี (SCGP) เพิ่มขึ้นและดีกว่าไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ในไตรมาสนี้ที่ 4,172 ล้านบาท
ทั้งนี้ มาจากกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของ SCGC ต้นทุนการผลิตที่ลดลงของเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ และ SCGP ประกอบกับการปรับขึ้นราคาปูนซีเมนต์และการขยายผลิตภัณฑ์กรีน เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ในขณะที่การพัฒนาตลาดและสินค้าคุณภาพดี-ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products) ส่งผลบวกต่อผลประกอบการ
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ของเครือเอสซีจีมาจาก EBITDA ที่แข็งแกร่งในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ที่ได้รับอานิสงส์จากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการขยายตลาดปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ รวมถึงผลประกอบการที่เติบโตดีในประเทศอินโดนีเซียของ SCGP
นอกจากนี้ ยังมีการขยายสินค้ากลุ่ม Smart Value Products (SVP) ของฝั่งสมาร์ทลีฟวิ่งและรีเทล ขณะที่กลุ่ม เอสซีจี เดคคอร์ สามารถเพิ่มอัตรากำไรหรือมาร์จินผ่านการบริหารสินทรัพย์ในภูมิภาคได้ดีเยี่ยม
ถึงแม้จะมีปัจจัยกดดันจากการหยุดเดินโรงงาน ROC ของเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) เนื่องจากข้อขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ในภาพรวมด้านการเงินยังถือว่ามีเสถียรภาพสูง โดยมีเงินสดคงเหลือถึง 67,137 ล้านบาท และรักษาระดับหนี้สินสุทธิ (Net Debt) ไว้ที่ 277,446 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เอสซีจีมี Reported EBITDA ที่ 17,499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160% จากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของ SCGC และปัจจัยฤดูกาลของสินค้าซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ประกอบกับในไตรมาสก่อนมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ
กำไรสุทธิอยู่ที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,915 ล้านบาท ตาม Reported EBITDA ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่นๆ กำไรจะอยู่ที่ 1,816 ล้านบาท
รายได้จากการขายอยู่ที่ 123,327 ล้านบาท ลดลง 2% จากปริมาณการขายของสินค้าปิโตรเคมี


