วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘จิตตะเวลธ์’ส่อง‘หุ้นจีน’ครึ่งหลังเด่น รับอานิสงส์ฮอร์มุซเปิด-ลุ้นรัฐจ่ออัดฉีด

เข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 “โลกการลงทุน” ยังคงเผชิญกับคลื่นลมความผันผวนอย่างรุนแรง ล่าสุด ประเด็น “ความขัดแย้ง” ในตะวันออกกลางและวิกฤติการปิด-เปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ในช่วงครึ่งปีแรก ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้ “ราคาน้ำมันดิ่งพุ่ง” สลับไปมาตามกระแสข่าวรายวัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นซึมซับและสะท้อนปัจจัยบวก-ลบ (Price in) กันแบบวันต่อวัน จนนักลงทุนตั้งรับแทบไม่ทัน

“ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ Jitta Wealth ได้ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจและระเบียบโลกใหม่ในครึ่งปีหลัง ผ่าน 4 คลื่นกระแสสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาเพื่อปรับพอร์ตให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยที่อาจยังคงอยู่ระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดไว้ ได้แก่

1.“ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น New Normal” สงครามแย่งชิงความมั่นคงด้านพลังงานในตะวันออกกลางไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นทรุดตัวยาวนานเหมือนอดีต โลกกำลัง “Moving On” จากความตื่นตระหนก ไปสู่การแสวงหาโอกาสในกลุ่มสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น (Supply Chain Resiliency)

2. นโยบายเฟดส่อเค้า “Higher for Longer” หลังการก้าวขึ้นมาของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ “เควิน วาร์ช” ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ สัญญาณคุมเข้มเพื่อสกัดเงินเฟ้อเด่นชัดขึ้น ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อ PCE เดือนพ.ค. พุ่งแตะ 4.1% สูงสุดในรอบ 3 ปี ซ้ำเติมด้วยความกังวลเรื่อง “AI-flation” จากต้นทุนชิปที่พุ่งสูง ตลาดคาดว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้

‘จิตตะเวลธ์’ส่อง‘หุ้นจีน’ครึ่งหลังเด่น รับอานิสงส์ฮอร์มุซเปิด-ลุ้นรัฐจ่ออัดฉีด

แม้ภาพรวมดัชนี CSI 300 จะบวกได้ราว 9-10% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ดัชนี HSI ของฮ่องกงติดลบจากแรงขายทำกำไรของต่างชาติเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการปรับฐานรอบนี้ไม่ใช่ขาลงถาวร

ด้วย 4 ปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ 1. คาดหวังมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม จากข่าวร้ายทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็นข่าวดีของตลาดหุ้น (Bad news is good news) เพราะยิ่งตัวเลขบริโภคและอสังหาริมทรัพย์อ่อนแอ รัฐบาลจีนยิ่งมีแนวโน้มจะอัดฉีดมาตรการกระตุ้นชุดใหญ่และผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม

2. เศรษฐกิจสองความเร็ว (Two-speed economy) แม้ภาคผู้บริโภคในประเทศจะยังเปราะบาง แต่ภาคอุตสาหกรรมไฮเทค ยอดผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง AI และเซมิคอนดักเตอร์ของจีนยังขยายตัวแข็งแกร่งถึง 4.5%

3. ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์สร้างผลกำไรงวดไตรมาสแรกได้ดีเกินคาดตามกระแส AI โลก

และ 4. Valuation มีโอกาส Re-rate ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลงหลังการพบกันของสองผู้นำ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินให้กลับมาประเมินมูลค่าหุ้นจีนใหม่อีกครั้ง

3. เทคโนโลยี AI พักฐานเพื่อคัดสรร “ตัวจริง” ดัชนี Nasdaq ที่ปรับฐานลงมาในช่วงนี้ไม่ใช่จุดจบของเทรนด์ AI แต่เป็น “New Super Cycle” ระยะยาว 5-10 ปี การปรับฐานคือวัฏจักรที่ดีต่อสุขภาพของหุ้นกลุ่ม Semiconductor และกลุ่ม Hyper Scaler (อาทิ Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta) ที่ยังคงทุ่มงบลงทุนใน Data Center อย่างต่อเนื่อง ตลาดในยุคนี้จะเลือกให้รางวัลเฉพาะบริษัทที่สามารถเปลี่ยนเมกะเทรนด์ AI ให้กลายเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริงเท่านั้น

4. ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน คลายความตึงเครียด หลังการประชุมสุดยอดระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” เมื่อช่วงกลางเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา มุมมองของตลาดเปลี่ยนจาก “สงครามการค้า”ไปสู่ “การบริหารความขัดแย้ง” ความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ลดลงชั่วคราว เอื้อประโยชน์ต่อบรรยากาศการลงทุนในครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่ทรัมป์เตรียมตัวรับศึกเลือกตั้งกลางเทอม

พร้อมกันนี้ “ตราวุทธิ์” ให้มุมมองต่อการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซช่วงกลางปีนี้ว่า ถือเป็น “ปัจจัยบวก” โดยตรงต่อประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่จากตะวันออกกลาง ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานในระยะกลางได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น ในภาวะที่หุ้นเทคฯ สหรัฐเริ่มตึงตัวในแง่มูลค่า ขณะที่หุ้นจีนผ่านการปรับฐานจนน่าสนใจ กลยุทธ์ที่ดีที่สุด คือ การกระจายการลงทุน (Asset Allocation) ผ่านโมเดลพอร์ตหลักและพอร์ตรอบทิศ (Core & Satellite Portfolio)

“ตราวุทธิ์“ ระบุว่า จากข้อมูล Market Prediction โดย AI ของ Jitta Wealth (ณ วันที่ 9 มิ.ย. 2569) ได้สะท้อนสัดส่วน “หุ้นดีราคาถูกต่อหุ้นแพง” ในตลาดโลกไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อให้นักลงทุนใช้เป็นลายแทงใน “การหลบภัย” และ “สร้างความมั่งคั่ง” 

เราพบว่า ตลาดหุ้นที่ถูกที่สุด คือ “หุ้นไทย” มีสัดส่วนหุ้นถูกต่อหุ้นแพงสูงถึง 9 เท่า ในหุ้น 50 ตัวท้อป มีหุ้นถูกมากถึง 45 หุ้น ส่วนหุ้นแพงเพียง 5 หุ้น รองลงมาอันดับสอง “เวียดนาม” มีสัดส่วนหุ้นถูกมากถึง 4.56 เท่า โดยมีหุ้นถูกมากถึง 41 หุ้น ส่วนหุ้นแพงเพียง 9 หุ้น และอันดับสาม “จีน” มีสัดส่วน 2.85 เท่า โดยหุ้นถูกมากถึง 37 หุ้น ส่วนหุ้นแพง 13 หุ้น

ส่วน “ฮ่องกง” มีสัดส่วน 2.57 เท่า มีหุ้นถูก 36 หุ้น หุ้นแพง 14 หุ้น , “ญี่ปุ่น” มีสัดส่วน 2.13 เท่า เป็นหุ้นถูก 34 หุ้น หุ้นแพง 16 หุ้น , “สหรัฐ” มีสัดส่วน 2.13 เท่า เป็นหุ้นถูก 34 หุ้น หุ้นแพง 16 หุ้น และ “อินเดีย” เป็นตลาดที่แพงสุดหลังจากปีที่แล้วพุ่งขึ้นแรง โดยมีสัดส่วน 0.85 เท่า เป็นหุ้นถูก 23 หุ้น หุ้นแพง 27 หุ้น

ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงและคลื่นข่าวสารที่แกว่งตัวรวดเร็ว การไม่วางเงินเดิมพันไว้กับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง และการเลือกจัดสรรเงินลงทุนไปในประเทศหรือภูมิภาคที่มีระดับ Valuation สมเหตุสมผล มีพื้นฐานอนาคตรองรับอย่าง “หุ้นจีน” หรือหุ้นในแถบภูมิภาคเอเชียที่มีสัดส่วนหุ้นราคาถูกหนาแน่น จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยยันพอร์ตลงทุนไม่ให้แกว่งไกวไปตามกระแสลมเปลี่ยนทิศในครึ่งปีหลังนี้