วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทำไมหุ้น Samsung ร่วงแรง 6.8% ทั้งที่กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 19 เท่า

ทำไมหุ้น Samsung ร่วงแรง 6.8% ทั้งที่กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 19 เท่า ขึ้นไปแตะ 1.9 ล้านล้านบาท เปิด 3 ปัจจัยฉุดราคาหุ้น ท่ามกลางสมรภูมิ AI ที่ดุเดือด

เกิดอะไรขึ้นกับยักษ์ใหญ่ไอทีระดับโลก? เมื่อ Samsung Electronics ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ประจำปี 2026 ออกมาแบบถล่มทลาย กำไรพุ่งสูงขึ้นถึง 19 เท่าตัว แซงหน้าผลประกอบการตลอดทั้งปี 2025 ไปแล้ว 

แต่แทนที่ราคาหุ้นในตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นรับข่าวดี กลับดิ่งลงเหวทันทีถึง 6.8% ในเช้าวันนี้ (7 ก.ค.69)

1. นักลงทุนรับรู้ข่าวไปหมดแล้ว  

ตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นที่ 89.4 ล้านล้านวอน หรือราว 1.9 ล้านล้านบาท และรายได้รวม 171 ล้านล้านวอน ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่ในโลกของการลงทุน ตลาดหุ้นมักจะ "มองไปข้างหน้า" เสมอ

ก่อนหน้านี้ ราคาหุ้นของ Samsung ได้ปรับตัวขึ้นมารับข่าวกระแส AI บูมล่วงหน้าไปมากแล้ว ซึ่งปีนี้บวกขึ้นมาแล้ว 165% เมื่อผลประกอบการประกาศออกมาดีตามคาด หรือดีกว่าเล็กน้อย มันจึงไม่มี "เซอร์ไพรส์ใหม่" ที่จะมาเป็นแรงขับเคลื่อนราคาหุ้นให้ไปต่อได้ นักลงทุนจึงเลือกที่จะใช้กลยุทธ์ "Sell on Fact" หรือขายทำกำไรเมื่อความจริงปรากฏ

 

2. ชนะตัวเอง แต่ยัง 'ตามหลัง' คู่แข่งในศึกชิป AI

แม้ Samsung จะเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ถ้าดูในสมรภูมิชิปเซมิคอนดักเตอร์ระดับไฮเอนด์ (HBM) ที่ใช้ประมวลผล AI โดยเฉพาะ Samsung ยังคงมีผลงานตามหลังคู่แข่งร่วมชาติอย่าง SK Hynix อยู่ก้าวหนึ่ง

ราคาหุ้นของ SK Hynix ที่ปีนี้พุ่งทะยานไปไกลถึง 260% ขณะที่ Samsung โต 165% การที่ Samsung ยังไม่สามารถยึดเค้กก้อนใหญ่ที่สุดในใจนักลงทุนด้านชิปเอไอได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้แรงดึงดูดของหุ้นลดน้อยลงไปเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

3. เม็ดเงินแสนล้านดอลลาร์ กับคำถามที่ว่า "จะคุ้มทุนไหม?"

ปัจจุบัน Samsung และคู่แข่งกำลังเผชิญกับความผันผวนจากความกังวลในระยะยาว 3 ด้านหลักๆ คือ 

ความคุ้มทุน  จากแผนการลงทุนขยายโรงงานมูลค่ามหาศาล เฉพาะ Samsung ประกาศลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 นี้ เพื่อขยายกำลังการผลิตชิป การสร้างโรงงานแห่งใหม่ และการวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการของเทคโนโลยี AI ทั้งหมดนี้จะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้นานแค่ไหน?

ความเสี่ยงล้นตลาด จากการที่ทุกค่ายเร่งปั๊มกำลังการผลิต อาจนำไปสู่ภาวะ "กำลังการผลิตล้นตลาด" ในอนาคต

สุดท้ายที่ปฎิเสธไม่ได้คือ การแข่งขันที่ดุเดือด จากสงครามราคาและเทคโนโลยีที่พร้อมจะห้ำหั่นกันตลอดเวลา

ปัจจัยพื้นฐานซัมซุงยังแกร่ง

แม้ว่าราคาหุ้นจะร่วงลงระยะสั้นจากแรงเทขาย แต่ในแง่ของ “ปัจจัยพื้นฐาน” Samsung ยังคงแข็งแกร่งอย่างมาก 

ข้อมูลจากธนาคาร HSBC ระบุว่า ปัจจัยดังกล่าวได้ผลักดันให้ราคาขายเฉลี่ยของชิป DRAM พุ่งสูงขึ้นกว่า 40% ในไตรมาสเดือนเมษายน-มิถุนายน เมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้า ขณะที่ราคาชิป NAND พุ่งทะยานขึ้นมากกว่า 50%

ผู้บริหารระดับสูงหลายราย รวมถึง เจนเซน หวง  ซีอีโอของบริษัท Nvidia Corp และ แบรด ไลต์แคป (Brad Lightcap) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ OpenAI กล่าวว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำยังคงเป็นคอขวดสำคัญในการพัฒนา AI ด้านผู้ผลิตต่างกำลังให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการพัฒนาหน่วยความจำระดับไฮเอนด์เพื่อตอบสนองความต้องการของศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้ปริมาณชิปหน่วยความจำแบบทั่วไป (Conventional Memory) มีไม่เพียงพอด้วยเช่นกัน 

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าภาวะคอขวดนี้จะลากยาวไปจนถึงปี 2027 เป็นอย่างน้อย ซึ่งหมายความว่า Samsung ยังคงมี "อำนาจในการกำหนดราคา" อยู่ในมืออย่างมหาศาล 

หลังจากนี้คงต้องจับตาดูรายงานทางการเงินฉบับเต็มในช่วงปลายเดือน เพื่อดูการแบ่งสัดส่วนรายได้แบบละเอียดว่า Samsung จะสามารถกู้ความเชื่อมั่นและกลับมาผงาดในกระแส  AI   ได้หรือไม่