วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

โบรกแนะชะลอลงทุน ‘อิเล็กฯไทย’ กังงวล ‘หุ้นเทคโลก’ ปรับฐาน จับตางบไตรมาส 2

“หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” และ “เซมิคอนดักเตอร์” ทั่วโลก กำลังเผชิญแรงขายจากความกังวลการลงทุน AI ส่งผลให้ “กดดัน” บรรยากาศใน “กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย” แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็น “วิกฤติ” โดย “นักวิเคราะห์” หลากหลายสำนักมองว่า ยังคงให้น้ำหนักลงทุนระดับ “เท่ากับตลาด” และยังคงต้องติดตามงบไตรมาส 2 ปี 2569 และแนวโน้มครึ่งปีหลัง

โบรกแนะชะลอลงทุน ‘อิเล็กฯไทย’  กังงวล ‘หุ้นเทคโลก’ ปรับฐาน จับตางบไตรมาส 2

“ทัศนพล เงินเส็ง” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แม้หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะเผชิญแรงขายจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI แต่ทว่ายังไม่ถึงขั้นเป็นวิกฤติต่อหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยยังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวที่ระดับเท่ากับตลาด

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มองจะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาหุ้นกลุ่มพอสมควร โดยคาดว่า DELTA จะมีกำไรทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรขั้นต้นที่ไม่น่าจะโดดเด่นเท่ากับไตรมาสแรก

ส่วน HANA คาดว่ารายได้ยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้อาจเห็นการฟื้นตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน 

ขณะที่ KCE ถือเป็นหุ้นที่น่าจับตาที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากคาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของผลประกอบการชัดเจนขึ้น ซึ่งครึ่งปีหลังต้องจับตาแผนปรับขึ้นราคาแผ่นวงจรพิมพ์ ของ KCE ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้น

ทั้งนี้ แนะใช้กลยุทธ์ Wait and See โดยรอติดตามผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 และแนวโน้มธุรกิจเพื่อประเมินทิศทางครึ่งปีหลัง เนื่องจากหากหุ้นเทคโนโลยีโลกยังปรับฐานต่อเนื่อง อาจกดดันบรรยากาศลงทุนในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย

ส่วนความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุป แม้กลุ่ม Hyperscalers จะลงทุนด้าน AI ด้วยงบลงทุนสูง แต่ยังต้องติดตามความต้องการใช้งานจริง ภาวะเศรษฐกิจ และผลตอบแทนการลงทุนระยะยาว

“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า การที่ Meta ประกาศขยายธุรกิจ Cloud Business เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เพราะอาจสะท้อนว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ หรือ 7 นางฟ้า ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มากเกินความต้องการใช้งานจริง เสี่ยงเกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน และทำให้การลงทุนด้าน AI ในระยะต่อไปชะลอตัวลงจากช่วงที่ผ่านมา

สำหรับผลกระทบต่อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะแตกต่างกันตามสัดส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center โดย DELTA ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือ CCET และ HANA ขณะที่ KCE ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ด้านกลยุทธลงทุนแนะเน้นเก็งกำไรระยะสั้นตามงบไตรมาส 2 ปี 2569 มากกว่าลงทุนระยะยาว โดยมอง DELTA และ CCET มีโอกาสได้แรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง แต่ทว่านักลงทุนควรระมัดระวัง เนื่องจากความไม่แน่นอนของการลงทุนด้าน AI ยังสูง จึงเหมาะกับการลงทุนเล่นรอบตามปัจจัยข่าวและผลประกอบการมากกว่าการทยอยสะสมหุ้นในระยะยาว

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า หุ้น AI ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำหนักการลงทุนในพอร์ตของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน เพิ่มสูงเกินเป้าหมาย จึงเกิดการขายเพื่อลดความเสี่ยงและปรับสมดุลพอร์ต ขณะเดียวกันเริ่มเห็นกระแส Sector Rotation หรือการโยกเงินจากหุ้น AI ไปยังกลุ่มที่มีความผันผวนน้อยกว่า เช่น การเงิน การแพทย์ สาธารณูปโภค และภาคการผลิต

ทั้งนี้ การปรับสมดุลพอร์ตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ยังมีการกระจายเม็ดเงินสู่ตลาดอื่นเพื่อเพิ่มการกระจายความเสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทย โดยต่างชาติจะให้น้ำหนักกับตลาดที่มีมูลค่าหุ้นไม่แพง เงินปันผลสูง และมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้ไทย ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีโอกาสได้รับเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า

อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศและมีพื้นฐานแข็งแกร่ง จะได้รับความสนใจมากขึ้นจากการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุน ขณะที่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังควรระมัดระวังในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า แม้ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัว เนื่องจากที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ากลุ่มนี้ค่อนข้างมาก