"หุ้นไทย" เช้านี้ (06 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,609.70 จุด ปรับตัวลดลง 1.58 จุด หรือ 0.10% นักวิเคราะห์ชี้ว่าภาพรวมดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบ และมีแรงกดดันในหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังรายงานเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มิ.ย. 69 ขยายตัว 2.42% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เพิ่มความเชื่อมั่นว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำต่อไป
"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (06 ก.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,609.70 จุด ปรับตัวลดลง 1.58 จุด หรือ 0.10% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,620.47 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,605.09 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 39,855.33 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- KBANK ราคาปิด 227.00 บาท ลดลง 6.00 บาท หรือ 2.58% มูลค่าซื้อขาย 2,586.72 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 150.50 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 1.95% มูลค่าซื้อขาย 2,520.84 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 39.25 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.88% มูลค่าซื้อขาย 2,377.35 ล้านบาท
- BBL ราคาปิด 188.50 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 2.08% มูลค่าซื้อขาย 1,788.16 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 64.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.79% มูลค่าซื้อขาย 1,714.92 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวไซด์เวย์ หลังต่างชาติคลายกังวลเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งช่วยสนับสนุนฟันด์โฟลว์ให้ไหลเข้าซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง 7 ใน 8 วันทำการที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าสะสม 174.4 ล้านดอลลาร์
สอดคล้องกับการที่คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด สาขานิวยอร์ก ยืนยันแผนการซื้อพันธบัตรระยะสั้นเพื่อเพิ่มสภาพคล่องจำนวน 2.65 แสนล้านดอลลาร์ ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงและส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในไทย
ปัจจัยต่างประเทศ ผลการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส (OPEC+) ร่วมกับประเทศพันธมิตรอีก 7 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน ที่มีมติปรับเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ส.ค. ปี 2569 อีกจำนวน 188,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับระดับในเดือน ก.ค.
ส่งผลกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในเช้าวันนี้มีความผันผวนและอ่อนตัวลงกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถือเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงหรือกลุ่มแอนตี้-คอมโมดิตี้ส์ เช่น กลุ่มสายการบิน โรงไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง
ปัจจัยภายในประเทศ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของเดือน มิ.ย. ปี 2569 เพิ่มขึ้น 2.42% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นอัปไซด์ต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในเดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลงถึง 18% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ช่วยตอกย้ำว่าอัตราเงินเฟ้อได้ผ่านพ้นจุดเร่งตัวสูงสุดไปแล้ว และจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำที่ 1% อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ในวันนี้ (6 ก.ค.) ตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวไซด์เวย์ ในกรอบแนวรับ 1,600-1,593 จุด แนวต้าน 1,621-1,627 จุดโดยมีปัจจัยการเมืองในประเทศที่ต้องจับตามองในวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำหุ้นบิ๊กแคปและหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงาน ได้แก่ GULF จากกำไรปกติในปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้น 27.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเข้าสู่รอบวงจรการลงทุนรอบใหม่ในธุรกิจดิจิทัลและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ถัดมาคือ BDMS คาดการณ์กำไรปี 2569 เติบโตเพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยผลประกอบการจะเร่งตัวขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากการฟื้นตัวของกลุ่มคนไข้ต่างชาติโดยเฉพาะตะวันออกกลางและกัมพูชา
และสุดท้ายคือ ICHI กำไรในไตรมาส 2 ของปี 2569 จะเติบโตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากได้รับผลประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนทางภาษี และจะมีความโดดเด่นต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ไปจนถึงปี 2570 จากการเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ





