วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

หุ้นแบงก์ร่วงยกแผง BAY ดิ่งนำ 2.78% โบรกชี้ตลาดปรับมุมมองดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลังจ้างงานอ่อนแอ

ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 6 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มแบงก์ร่วงยกแผง นำโดย 

หุ้น BAY ร่วง 2.78% ลดลง 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 43.75 บาท 
หุ้น CREDIT ร่วง 2.70% ลดลง 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.56 บาท
หุ้น KBANK ร่วง 2.15% ลดลง 5.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 228.00 บาท 
หุ้น SCB ร่วง 1.95% ลดลง 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 150.50 บาท 
หุ้น BBL ร่วง 1.82% ลดลง 3.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 189.00 บาท
หุ้น TISCO ร่วง 1.64% ลดลง 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 120.00 บาท
หุ้น TTB ร่วง 1.56% ลดลง 11.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 229.00 บาท 
หุ้น TCAP ร่วง 0.72% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 69.25 บาท 
หุ้น KTB ร่วง 0.63% ลดลง 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 39.75 บาท 
หุ้น KKP ร่วง 0.48% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 103.00 บาท
 

หุ้นแบงก์ร่วงยกแผง BAY ดิ่งนำ 2.78%  โบรกชี้ตลาดปรับมุมมองดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลังจ้างงานอ่อนแอ

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นจากแรงเก็งกำไรว่าดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุน แต่ทว่าล่าสุดข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 50,000-60,000 ตำแหน่งต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว แม้อยู่ในช่วงที่ควรมีการจ้างงานภาคบริการเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลังการประกาศตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาด จึงทำให้วันนี้หุ้นกลุ่มธนาคารการปรับตัวลงของในวันนี้
 

"ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า"

อย่างไรก็ตาม ทิศทางดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอน โดยทั้งเฟดและธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระยะนี้ ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งอาจเป็นเรื่องยาก หากข้อมูลเศรษฐกิจยังส่งสัญญาณชะลอตัว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่า SCB เป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคาร เนื่องจากราคาหุ้นยังปรับขึ้นน้อยกว่าคู่แข่ง ทำให้มีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าและมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรต่ำกว่า ส่วน KBANK ยังคงเป็นหุ้นที่ชื่นชอบในเชิงพื้นฐาน แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาแรงในช่วงก่อนหน้า อาจทำให้มีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรในระยะสั้นมากกว่า

ขณะที่ BBL เหมาะสำหรับนักลงทุนที่คาดว่าดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง เนื่องจากธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อภาคธุรกิจสูง ซึ่งได้รับประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยสูงมากกว่าธนาคารอื่นในกลุ่ม