"หุ้นไทย" เช้านี้ (3 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,614.33 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.77 จุด หรือ 1.30% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากการหมุนเวียนเงินลงทุนเข้าสู่กลุ่มหุ้นคุณค่าและหุ้นปลอดภัย เช่น กลุ่มการเงิน การแพทย์ และสาธารณูปโภค หลังได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้เฟดอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (3 ก.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,614.33 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.77 จุด หรือ 1.30% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,621.19 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,598.30 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 52,377.55 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- GULF ราคาปิด 63.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.19% มูลค่าซื้อขาย 3,916.13 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 232.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.43% มูลค่าซื้อขาย 2,554.53 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 36.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 2.80% มูลค่าซื้อขาย 2,522.61 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 319.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ 2.24% มูลค่าซื้อขาย 2,330.86 ล้านบาท
- ADVANC ราคาปิด 374.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 1.63% มูลค่าซื้อขาย 2,079.82 ล้านบาท
นายณัฐชาต เมฆมาสิน นักกลยุทธ์การลงทุน และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังมีภาพของการหมุนเวียนเงินลงทุนเข้าสู่กลุ่มหุ้นคุณค่า หรือหุ้นดีเฟนซีฟอื่น ๆ อาทิ กลุ่มการเงิน กลุ่มการแพทย์ ค้าปลีกสินค้าจำเป็น และสาธารณูปโภค หลังวานนี้ SET Index ถูกผลักดันจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ช่วยหนุนดัชนีกว่า 10 จุด
ปัจจัยต่างประเทศ ได้รับแรงหนุนจากสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน มิ.ย. 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 113,000 ตำแหน่ง อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความอ่อนแอในภาพรวม และเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด มีโอกาสที่จะประวิงเวลาการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อนได้
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำใน 5 กลุ่มสำคัญได้แก่
- กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และจากยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลระดับภูมิภาค หรือ "ดาต้าเซ็นเตอร์" อาทิ GULF, BGRIM, และ GPSC
- กลุ่มธนาคารที่มีแนวโน้มกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลระหว่างกาลจะอยู่ในระดับสูง อาทิ BBL, KKP, KBANK, และ SCB
- กลุ่มโรงพยาบาลที่ผ่านพ้นช่วงเวลาแย่ที่สุดจากสงครามอิหร่าน และเตรียมเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่มีผู้ป่วยสูงสุดประจำปี หรือ "ไฮซีซัน" อาทิ BH, BDMS, และ CHG
- กลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ได้รับประโยชน์จากสภาพอากาศร้อน ซึ่งมีที่มาจากปรากฏการณ์เอลนีโญขั้นรุนแรง หรือ "ซูเปอร์เอลนีโญ" และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง อาทิ OSP, ICHI, และ SAPPE
- กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจปศุสัตว์ที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของราคาสุกร และแนวโน้มต้นทุนอาหารสัตว์ที่ทยอยปรับตัวลดลง อาทิ CPF, TFG, และ BTG





