บล.เอเซีย พลัส ระบุเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดย 5 วันทำการล่าสุดซื้อสุทธิราว 1.5 หมื่นล้านบาท สวนทางตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชีย พร้อมแนะใช้จังหวะหุ้นพื้นฐานดีอ่อนตัวสะสมตามกระแสฟันด์โฟลว์ ขณะเตือนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่อาจกระทบผลผลิตอาหารและซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
KEY POINTS
- ในช่วง 5 วันทำการล่าสุด นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1.5 หมื่นล้านบาท สวนทางกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่เผชิญแรงเทขายตั้งแต่ต้นปี
- ตลาดโลกเผชิญความเสี่ยงใหม่จากปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารและซ้ำเติมวิกฤตเงินเฟ้อ จากสภาพอากาศที่รุนแรงและภัยแล้ง
- โบรกเกอร์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นเป้าหมายที่ต่างชาติซื้อสะสมในช่วงที่ผ่านมา เช่น SCB, KTB, BDMS, TRUE และ PTT เพื่อเกาะกระแสฟันด์โฟลว์
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนโลกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวดีดขึ้นราว 0.3% - 1.5% ส่งผลให้ผลตอบแทนในไตรมาสที่ 2/2026 ออกมาดีที่สุดในรอบ 6 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งตัวเลขตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ (JOLTS) ที่ขยับสูงขึ้นเป็น 7.59 ล้านตำแหน่ง และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้นเป็น 91.2% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งนี้ กลับเป็นดาบสองคมที่อาจทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวช้ากว่าคาด และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะคงนโยบายการเงินที่ตึงตัวต่อไป
โดยตลาดกำลังจับตาเวทีเสวนา ECB SINTRA FORUM ในวันนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นการรวมตัวของผู้นำธนาคารกลางระดับโลก ทั้งประธาน FED (Kevin Warsh), ECB, BOE และ BOC เพื่อหาสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ตลาดโลกยังเผชิญความเสี่ยงใหม่จากปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่อาจซ้ำเติมวิกฤตเงินเฟ้อ โดยสภาพอากาศที่รุนแรงและภัยแล้งหนักในประเทศผู้ส่งออกหลักอย่างอินเดีย กำลังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร (Food Shortage) ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตั้งแต่เดือน มี.ค. – มิ.ย. 69 พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง เช่น โกโก้ (+77.5%), ผ้าฝ้าย (+15.7%) และน้ำตาล (+13.6%)
ทั้งนี้ แนะช้อนซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ถูกเทขาย สำหรับปัจจัยในประเทศ ตลาดหุ้นไทยเพิ่งผ่านพ้นความผันผวนจากการปรับพอร์ตของกองทุนประเภท Passive Fund ในช่วงท้ายตลาด (ATC) ของวันที่ 30 มิ.ย. 69 เพื่อให้สอดคล้องกับการคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 รอบครึ่งปีหลัง การปรับพอร์ตดังกล่าวส่งผลให้หุ้นที่ถูกคัดเข้าใหม่มีราคาพุ่งทะยานอย่างร้อนแรง (เช่น MRDIYT +30.48%, TFG +12.82%, THAI +9.92%) ขณะที่หุ้นที่ถูกคัดออกกลับเผชิญแรงเทขายกดดัน (เช่น BTS -6.25%)
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยชี้ว่าเม็ดเงินของหุ้นกลุ่มเข้าใหม่มีมูลค่าตลาดรวมกันสูงถึง 3.77 แสนล้านบาท เทียบกับหุ้นที่คัดออกเพียง 1.69 แสนล้านบาท ส่งผลให้ SET50 มีขนาด Market Cap สุทธิเพิ่มขึ้นถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ ประเมินว่า ความผันผวนของราคาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวและไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน จึงแนะนำกลยุทธ์ให้ "ทยอยขายทำกำไร" (Take Profit) ในกลุ่มหุ้นเข้าใหม่ที่ราคาพุ่งสูงเกินพื้นฐาน และใช้จังหวะนี้ "เข้าสะสม" (Buy on Dip) หุ้นที่ถูกคัดออกแต่พื้นฐานยังแข็งแกร่ง เช่น CBG, CENTEL และ SAWAD เพื่อการลงทุนระยะกลาง-ยาว
สำหรับฟันด์โฟลว์ไหลเข้าไทยสวนทางภูมิภาค ชูกลยุทธ์ตามรอยต่างชาติ ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) ท่ามกลางนโยบายการเงินโลกที่ตึงตัว ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างหนักตั้งแต่ต้นปี (YTD) นำโดยเกาหลีใต้, ไต้หวัน และอินเดีย ทว่ากลับมีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่มียอดซื้อสุทธิ คือ ญี่ปุ่น (+6.4 หมื่นล้านเหรียญ) และ ไทย (+881 ล้านเหรียญ หรือราว 2.7 หมื่นล้านบาท) ที่น่าสนใจคือ ในช่วง 5 วันทำการล่าสุด มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวชัดเจน
ดังนั้นจึงแนะนำกลยุทธ์ "หาหุ้นขี่ในยาม Fund Flow ต่างชาติไหลเข้า" โดยเน้นลงทุนในหุ้นเป้าหมายที่ต่างชาติไล่ซื้อสะสมในช่วง 5 วันล่าสุด ได้แก่ SCB, KTB, BDMS, TRUE, PTT, PTL, OSP, GPSC, TTB และ WHA โดยกำหนดให้หุ้น TTB, CPN และ BDMS เป็นหุ้นเด่นประจำวัน





