บล.ทรีนีตี้ ชี้กระแสข่าว China Mobile อาจลดสัดส่วนถือหุ้น TRUE กดดันราคาหุ้นระยะสั้นมองไม่กระทบพื้นฐานธุรกิจ พร้อมแนะใช้จังหวะหุ้นอ่อนตัวทยอยสะสม รับแนวโน้มกำไรที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
KEY POINTS
- วิกฤต (ระยะสั้น): หุ้น TRUE เผชิญแรงกดดันจากกระแสข่าวที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ China Mobile อาจขายหุ้น 7.81% ซึ่งอาจสร้างภาวะ Supply Overhang กดดันราคาหุ้นในระยะสั้น เนื่องจากมีจำนวนหุ้นขนาดใหญ่กว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยถึง 15 เท่า
- ไม่กระทบพื้นฐาน: การขายหุ้น (หากเกิดขึ้นจริง) เป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน, EBITDA, กระแสเงินสด หรือผลการดำเนินงานของบริษัท
- โอกาส (พื้นฐานแข็งแกร่ง): นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยพื้นฐานของ TRUE ยังแข็งแกร่ง โดยมีกำไรต่อเนื่อง 5 ไตรมาส และคาดการณ์ว่ากำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 18 บาท
- โอกาสในการลงทุน: หากราคาหุ้นอ่อนตัวลงจากแรงขาย จะถูกมองว่าเป็น "จังหวะทยอยสะสม" โดยนักวิเคราะห์ได้ให้โซนราคาที่น่าสนใจในการเข้าซื้อ 4 ระดับ ตั้งแต่ 12.00 บาทลงไปจนถึงระดับต่ำกว่า 10.10 บาท
- โอกาสจากเงินปันผล: ราคาหุ้นที่ลดลงจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยอาจสูงถึง 4.9-6.1% หากราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่า 10.10 บาท
- สรุปกลยุทธ์: สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสในการ "ซื้อเมื่อเกิดความตื่นตระหนก" จากแรงขายของผู้ถือหุ้นใหญ่ มากกว่าจะเป็นวิกฤตของบริษัท เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการยังคงฟื้นตัวและพื้นฐานยังแข็งแกร่ง
กระแสข่าว China Mobile อาจทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้น TRUE กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตา หลังมีโอกาสสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะสั้น แต่ทว่าคำถามสำคัญ "นี่คือความเสี่ยง หรือเป็นโอกาสในการลงทุน?"
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY ประเมินว่า หุ้น TRUE หรือ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากกระแสข่าวที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ China Mobile อาจทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งแม้จะสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นจากภาวะ Supply Overhang แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานหรือศักยภาพการทำกำไรของบริษัท
โดย China Mobile ถือหุ้น TRUE ประมาณ 7.81% หรือราว 2,698 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.37 หมื่นล้านบาท อิงราคาหุ้น 12.50 บาท หากมีการขายหุ้นจริง จะเป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่กระทบต่อ EBITDA กระแสเงินสด หรือผลการดำเนินงานของบริษัท แต่ด้วยจำนวนหุ้นที่มีขนาดใหญ่กว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันราว 15 เท่า จึงอาจกดดันราคาหุ้นในระยะสั้นได้
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของ TRUE ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรปกติ 600 ล้านบาท นับเป็นการทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 10.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนอัตราหนี้สินต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.8 เท่า และต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 3.7%
สำหรับ ไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดแตะ 7.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 75% จากปีก่อน พร้อมประเมินราคาเหมาะสมของหุ้นไว้ที่ 18 บาท
ด้านกลยุทธ์การลงทุน หากเกิดแรงขายจากผู้ถือหุ้นใหญ่จนราคาหุ้นอ่อนตัว ซึ่งมองว่าเป็นจังหวะทยอยสะสม โดยแบ่งระดับราคาที่น่าสนใจออกเป็น 4 โซน ได้แก่ ระดับ 11.50-12.00 บาท เป็นจุดเริ่มต้นทยอยสะสมอย่างระมัดระวัง กรณีมีการขายผ่าน Block Placement
หากราคาปรับลงสู่ช่วง 10.80-11.50 บาท จะเป็นโซนสะสมหลัก ซึ่งคาดว่าแรงขายเริ่มถูกดูดซับ ขณะที่ช่วง 10.10-10.80 บาท ถูกมองว่าเป็นภาวะ Selling Climax ที่น่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุน และหากราคาปรับลงต่ำกว่า 10.10 บาท จนอยู่ในช่วง 9.50-10.10 บาท จะเป็นระดับ Deep Panic Buy เหมาะกับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้สูงเพื่อคาดหวังผลตอบแทนระยะยาว
นอกจากนี้ TRUE ยังเริ่มใช้นโยบายจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส โดยมีอัตราการจ่ายมากกว่า 50% ของกำไร ส่งผลให้หากราคาหุ้นอ่อนตัวจากแรงขาย อัตราผลตอบแทนเงินปันผลจะยิ่งน่าสนใจ โดยที่ราคาหุ้น 11.50-12.00 บาท คาดให้ Dividend Yield ราว 4.1-5.0% และหากราคาต่ำกว่า 10.10 บาท ผลตอบแทนอาจเพิ่มขึ้นเป็น 4.9-6.1%
สำหรับ แผนการลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำทยอยแบ่งไม้เข้าซื้อตามระดับราคา เริ่มลงทุน 15-20% ของเงินลงทุนเมื่อราคาลงมาแถว 11.50 บาท และเพิ่มน้ำหนักหากราคาปรับตัวลงสู่โซนที่ต่ำกว่า ส่วนการทำกำไร แนะนำทยอยขายในช่วง 14.50-15.50 บาท สำหรับพอร์ตเทรดดิ้ง ขณะที่ช่วง 16.50-18.00 บาท ถือเป็นโซนหลักในการเก็บเกี่ยวผลตอบแทน และหากราคาปรับขึ้นสู่ระดับ 18.00-19.00 บาท ควรระวังแรงขายทำกำไรหรือพิจารณาลดพอร์ตทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม มองว่า TRUE เป็นหุ้นที่เหมาะกับกลยุทธ์ซื้อเมื่อเกิดความตื่นตระหนกจากแรงขายของผู้ถือหุ้นใหญ่ มากกว่าการไล่ซื้อในช่วงที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประเด็น Overhang ยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง และปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งในระยะยาว





