วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

โบรกแนะปรับพอร์ตครึ่งปีหลัง รับ ‘หุ้นบริโภค-ท่องเที่ยวภายใน’ พุ่ง หลังศก.ไทยผ่านจุดต่ำสุด

กำลังจะเข้าสู่ครึ่งหลังปี 69 นักลงทุนถึงเวลาต้องมอนิเตอร์พอร์ตลงทุนใหม่ “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” ชี้เม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มเปลี่ยนทิศจากหุ้นพึ่งปัจจัยภายนอก สลับมาเข้าสู่หุ้นที่อิงการฟื้นตัวการบริโภคภายในประเทศ “บล.ทิสโก้” ชู “กลุ่มแบงก์” เด่นรับดอกเบี้ยขาขึ้น ชี้พลังงานเริ่มแผ่วหลังราคาน้ำมันผ่านจุดสูงสุด “บล.ทรีนีตี้” แนะสลับเม็ดเงินลุยหุ้นราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด

KEY POINTS

  • โบรกเกอร์ชี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง ทำให้เป็นจังหวะในการปรับพอร์ตการลงทุน
  • แนะให้ลดน้ำหนักหุ้นที่เคยเป็นผู้นำตลาดในครึ่งปีแรก ซึ่งได้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอก เช่น กลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากปัจจัยบวกเริ่มลดลง
  • ให้หันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศมากขึ้น เช่น ภาคบริการ, กลุ่มท่องเที่ยว (สายการบิน, โรงพยาบาล)
  • นอกจากนี้ กลุ่มธนาคาร (รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น) และกลุ่มไฟแนนซ์ (หุ้น Laggard ที่จะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ) ก็เป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับลงทุนในครึ่งปีหลัง

การลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเข้าสู่ช่วงการหมุนกลุ่มลงทุน หลังหุ้นหลายกลุ่มที่เป็น “ผู้นำตลาด” ในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะ พลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับปัจจัยบวกและปรับตัวขึ้นมาสะท้อนไปมากแล้ว ขณะที่ “ปัจจัยเสี่ยง” จากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่หุ้นที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น

โบรกแนะปรับพอร์ตครึ่งปีหลัง รับ ‘หุ้นบริโภค-ท่องเที่ยวภายใน’ พุ่ง หลังศก.ไทยผ่านจุดต่ำสุด

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทิศทางการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มเปลี่ยนจากหุ้นที่ได้อานิสงส์จากปัจจัยภายนอก ไปสู่หุ้นที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศ หลังความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย และเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ขณะที่ หุ้นเด่นในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ กระแส AI และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวเริ่มลดน้ำหนักลง ทำให้นักลงทุนควรหันมาเพิ่มน้ำหนักหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศและภาคบริการมากขึ้น

“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 แล้ว และคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้กลุ่มการบริโภคภายในประเทศมีโอกาสกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง”

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานเป็นผู้นำตลาด โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เป็นกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นกว่าตลาด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังหุ้นพลังงานมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด หลังความกังวลด้านสงครามเริ่มคลี่คลาย กดดันราคาน้ำมันให้อ่อนตัวลง โดยมองราคาน้ำมันอาจผ่านจุดสูงสุดของรอบนี้ไปแล้ว หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น

ทั้งนี้ แนะนำปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มธนาคารจาก Underweight เป็น Overweight หลังมองวัฏจักรดอกเบี้ยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และมีโอกาสปรับขึ้นในช่วงปลายปี หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยและผลประกอบการของธนาคาร

ขณะเดียวกัน หุ้นธนาคารหลายแห่งยังมีมูลค่าไม่แพงเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน และให้ผลตอบแทนเงินปันผลในระดับน่าสนใจ จึงมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง

โดยมองครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงการหมุนกลุ่มลงทุนจากหุ้นที่ได้อานิสงส์จากปัจจัยภายนอก ไปสู่หุ้นพื้นฐานดี ราคายังไม่แพง และได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ถูกปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น Overweight

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในช่วงครึ่งปีแรก เริ่มมีปัจจัยหนุนลดลง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์ราคาน้ำมันและสงคราม ขณะที่ประโยชน์จากกระแส AI ของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยอาจถูกจำกัด จากการแข่งขันกับตลาดเทคโนโลยีขนาดใหญ่

สำหรับครึ่งปีหลัง มองว่าตลาดหุ้นไทยจะขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินในประเทศมากขึ้น ทำให้หุ้นกลุ่ม Laggard หรือหุ้นที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดมีโอกาสได้รับความสนใจ ซึ่งกลุ่มที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มสายการบิน ซึ่งจะได้ประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันที่ลดลง รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาลที่ยังมีอัพไซด์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและจำนวนนักท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์ถือเป็น Laggard เด่น มีโอกาสได้รับแรงเก็งกำไรจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ดัชนีอาจเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด นักลงทุนจึงควรเน้นการลงทุนแบบ Selective Buy โดยทยอยลดน้ำหนักหุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ แล้วหมุนเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มสายการบิน ท่องเที่ยว โรงพยาบาล และไฟแนนซ์ ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่าในช่วงครึ่งปีหลัง