นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง หรือ BBLAM เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้บริษัทคาดหวังสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) หากรวมทั้ง บลจ. บัวหลวง และบลจ.บางกอกแคปปิตอลแตะ 1 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันทั้งสองบริษัท มี AUM รวมกันที่ 9.98 แสนล้านบาท โดยมี AUM เฉพาะกองทุนรวมที่ 8.47 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 4 ของทั้งภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนและกองทุนรวม
สำหรับกระบวนการในการควบรวมทั้งสองบริษัทคาดว่า จะมีความชัดเจนในไตรมาส 3 ปีนี้ ขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างการขออนุมัติทางการ หากได้รับการอนุมัติแล้วจะเร่งดำเนินการต่างๆ โดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน ในครึ่งปีหลังบริษัทยังมุ่งพัฒนากองทุนใหม่คาดว่าจะเปิดเสนอขายได้ช่วงเดือนก.ค. นี้ และสร้างความร่วมมือทางธุรกิจผ่านช่องทางธนาคารกรุงเทพ (BBL) มุ่งเน้นไปที่การหาโอกาสในการลงทุนให้กับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่มีกำไรสูงสุด หลังจากตลาดเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นและเริ่มไม่สนใจสงครามนัก
นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.บัวหลวง มีมุมมองแนวโน้ม “ตลาดหุ้นไทย” ช่วง 6 เดือนข้างหน้า ว่า ดัชนีหุ้นไทยอัปไซด์จำกัด สิ้นปีนี้ที่ 1,580-1,600 จุด EPS 88-89 บาทต่อหุ้น P/E 16 เท่า และปีหน้าขยับขึ้นไปถึง1,630 จุด EPS 100 บาทต่อหุ้น P/E 16 เท่า ส่วนโอกาสที่ดัชนีฯ จะไปถึง 1,800 จุดนั้น มองว่ายังยากในปีนี้ เพราะต้องรอให้เศรษฐกิจโตมากกว่า 2% อย่างยั่งยืนก่อน
“ปัจจุบันเริ่มเห็นผลกระทบของเงินเฟ้อรอบที่สอง ในหลายประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระมัดระวังมากกว่ารอบแรก คาดเฟดอาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนก.ย.นี้ ตามการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่ตลาดพันธบัตรเริ่มคงตัว และรับรู้ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยไปมากแล้วในระยะกลางถึงยาว คาดว่า ดอกเบี้ยไทย น่าจะทรงตัวในการประชุมกนง.รอบนี้เพื่อรอดูสัญญาณทิศทางเงินเฟ้อและแนวโน้มเศรษฐกิจ”
พร้อมกันนี้ แนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) หลังจากนี้ นายอิสระ กล่าวว่า แนวโน้มยังเป็นทิศทางไหลเข้าบางส่วน ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยน้อยลง แต่ยังไม่ได้กลับมาซื้อเต็มตัว โดยไทยถูกเปรียบเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียที่มีปัญหา ทำให้มีเงินบางส่วนไหลเข้าไทยบ้าง
โดยมองว่าฟันด์โฟลว์ไหลเข้าเต็มที่ ต้องรอความชัดเจนของค่าเงินดอลลาร์ แต่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความมั่นคงจากการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด ดังนั้น ดอลลาร์ที่ต้องเริ่มอ่อนค่าลง และความชัดเจนว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยไม่ได้แย่ลง หากตลาดไทยมีความน่าสนใจจริง (ไม่ใช่แค่การหมุนเวียนกลุ่มหุ้น) อาจช่วยหนุนดัชนีได้ถึง 80-100 จุด
“นักลงทุนต่างชาติยังไม่ได้รักตลาดหุ้นไทย แต่เริ่มขายน้อยลง มองตลาดหุ้นไทยและสิงคโปร์มีความคล้ายกันคือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเงินปันผล ปัจจัยที่จะทำให้เงินไหลเข้าไทยอย่างจริงจังคือ ค่าเงินดอลลาร์ต้องเริ่มอ่อนค่า และราคาน้ำมันเปลี่ยนทิศทาง”
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยในอีก 6 เดือนข้างหน้า เน้นการเทรดดิ้งและการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) เนื่องจากราคาน้ำมันที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องหมุนเงินออกจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ไปยังกลุ่มที่มีกำไรชัดเจนและมีการจ่ายปันผลที่ภายในตลาด และตามนโยบายรัฐบาลผ่านการลงทุนและโครงการ PPP แทนการแจกเงินเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืนในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
ดังนั้น แนะ 6 กลุ่มหุ้นเด่นน่าลงทุน ได้แก่ “กลุ่มธนาคาร” ที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของสินเชื่อเพื่อการลงทุน และทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มมีเสถียรภาพ ความกังวล NPL ลดลง “กลุ่มรับเหมา และวัสดุก่อสร้าง” มีงานในมือ (Backlog) จำนวนมาก และรัฐบาลมีการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็ว การขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงได้เร็วขึ้น และจำนวนผู้เล่นในอุตสาหกรรมลดลงทำให้เกิดความได้เปรียบ ”กลุ่มท่องเที่ยว“ จะเป็นกลุ่มที่ถูกกดดันมานาน แต่กำลังกลับมาเนื่องจากมูลค่าหุ้นไม่แพง ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น การประชุมใหญ่ ๆ ซึ่งจะทำให้โรงแรมในกรุงเทพฯ เต็มด้วยราคาห้องพักที่สูง และส่งผลดีต่อกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
“กลุ่มพาณิชย์” คาดว่าจะฟื้นตัวตามกลุ่มท่องเที่ยว โดยเป็นการเลือกซื้อแบบ Selective ในหุ้นขนาดใหญ่ “กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม” มีความต้องการสูงจากการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติเพื่อทำ Data Center , AI , Green Energy ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยัง “กลุ่มไฟฟ้า” และ Supply Chain อื่น ๆ ด้วย
นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกมองว่า ยังคงมีสภาพคล่องและมีโอกาสเติบโตต่อได้ แต่ต้องอาศัยการเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง (Selective) และการปรับพอร์ต ตาม7 ธีมการลงทุน 1. US Earning Super Cycle 2. China New 3. ทองคำ 4 . AI Monetization 5. AI Supply Chain 6.Japan 7. Secondary Market
“6 กลุ่มหุ้นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสินทรัพย์ทางเลือก อย่างทองคำ แนะสะสมทองคำในพอร์ต 5-10% และการปรับพอร์ตตามธีม Megatrend อย่าง AI และ Supply Chain ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง”


