ดัชนี S&P 500 ปิดลบ แนสแด็กร่วงเมื่อคืน ตามหุ้นเทคโนโลยีที่ดิ่งลง ขณะที่ SpaceX ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ตลาดรอรายงานเงินเฟ้อสหรัฐ ประเมินผลเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงในวันจันทร์ (23 มิ.ย. 69) โดยถูกฉุดจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ วอลล์สตรีทยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ล่าสุดของการเจรจาข้อตกลงสงครามอิหร่าน และเฝ้ารอการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อซึ่งเป็นดัชนีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จับตามองอย่างใกล้ชิด
- ดัชนีตลาดในภาพรวม S&P 500 ลดลง 0.37% ปิดที่ 7,472.79 จุด
- แนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ร่วงลง 1.32% ปิดที่ 26,166.60 จุด
- ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average บวก 148.01 จุด หรือ 0.29% โดยมีหุ้น Caterpillar ที่พุ่งขึ้นเกือบ 4% เป็นแรงหนุนหลัก
หุ้นเทคฯฉุดตลาด
หุ้นเทคโนโลยี รายใหญ่กลายเป็นกลุ่มที่ฉุดตลาดเข้าสู่แดนลบ โดย หุ้น Alphabet ดิ่งลง 5% จากความกังวลเรื่องการลาออกของบุคลากรแถวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้าน Amazon และ Meta Platforms ร่วงลง 4.8% และ 2.3% ตามลำดับ ส่วนหุ้น Microsoft ปรับตัวลดลง 3% เช่นกัน
SpaceX เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ผลงานย่ำแย่ โดยราคาหุ้นร่วงลงถึง 16% ทำสถิติปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3
อย่างไรก็ตาม Micron Technology เป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยพุ่งขึ้นเกือบ 7% ก่อนหน้าการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่จะมีขึ้นในวันพุธหลังปิดตลาด เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ ที่ปรับตัวขึ้น โดย Advanced Micro Devices (AMD) บวกมากกว่า 2% และ Intel พุ่งขึ้น 5%
ราคาน้ำมันร่วงเป็นปัจจัยหนุนตลาด
ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเบรนท์ Brent พลิกกลับมาติดลบในวันจันทร์ หลังจากกาตาร์และปากีสถานซึ่งเป็นตัวกลางเจรจาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐ และอิหร่านได้ บรรลุข้อตกลงในแผนโรดแมป (Roadmap) เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน หลังจากนั้นราคาน้ำมันได้ร่วงลงไปซื้อขายใกล้ระดับต่ำสุดของวัน เนื่องจากกระทรวงการคลังสหรัฐ อนุมัติให้มีการขายน้ำมันของอิหร่านได้เป็นเวลา 60 วัน
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า Brent สำหรับส่งมอบเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ร่วงลง 3.31% ปิดที่ 77.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสเท็กซัส West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐ สำหรับส่งมอบเดือนกรกฎาคม ปิดลดลง 2.32% อยู่ที่ 74.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รอรายงานเงินเฟ้อ PCE
บททดสอบสำคัญของตลาดในสัปดาห์นี้คือการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนพฤษภาคมในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดโปรดปรานที่สุด โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดย FactSet คาดการณ์ว่า ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน
สืบเนื่องจากการประชุมเฟดเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เฟดมีท่าทีเข้มงวด (Hawkish) ส่งผลให้ความคาดหวังเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถูกขยับให้เร็วขึ้นเป็นอย่างน้อยภายในเดือนตุลาคมนี้ ปัจจุบันนักลงทุนจึงมุ่งความสนใจไปที่ตัวเลขเงินเฟ้อทุกตัวที่อาจส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า
แม้ตลาดหุ้นจะเผชิญกับแรงกดดันล่าสุด แต่ ทอม เฮนลิน นักยุทธศาสตร์การลงทุนระดับประเทศจาก U.S. Bank Asset Management Group ยังคงเชื่อว่าสภาวะตลาดยังคงเอื้ออำนวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐ
"หากคุณดูว่าใครมีศักยภาพ ความโปร่งใส และผลกำไรมากที่สุดในเวลานี้ คำตอบก็ยังคงเป็นสหรัฐ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังไม่สิ้นสุดลง และปริมาณการไหลเวียนของน้ำมัน ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเต็มที่ ประกอบกับการที่สหรัฐ ยังมีแหล่งพลังงานของตัวเอง" เฮนลิน กล่าว
"ตราบใดที่ผู้บริโภคยังมีรายได้และมีความมั่นใจในงานที่ทำ พวกเขาก็อยากจะจับจ่ายใช้สอย และตราบใดที่ภาคธุรกิจยังมองว่าเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดีและกำลังขยายตัวเพื่ออนาคต นั่นก็ถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเอื้อต่อการลงทุน" เขากล่าวเสริม





