วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

โบรกคาด 'เฟด' คงดอกเบี้ย ตะวันออกกลางผ่อนคลายเป็นอัปไซด์ 'หุ้นไทย' จำกัด

“นักวิเคราะห์” มองเงินเฟ้อสหรัฐเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นมาที่ 4.2% เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ จากสาเหตุราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัว คาดเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไม่ส่งสัญญาณปรับขึ้นรุนแรง สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อหุ้นไทยจำกัดด้วยตลาดรับรู้อยู่ก่อนแล้ว

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประกาศตัวเลข "เงินเฟ้อสหรัฐ" เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ กล่าวคือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ค. เร่งขึ้นที่ 4.2% จากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ขยับขึ้นมาจากเดิมที่ 3.8% ในเดือนเม.ย. แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง

ในส่วนของ "ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน" (Core CPI) เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จากเดือนก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนว่าปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกิดจากราคาพลังงานเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันและราคาพลังงานเริ่มย่อตัว บ่งชี้ว่าทิศทาง "ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป" (Headline CPI) มีแนวโน้มชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าแม้จะยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

"หากให้ประเมินการตัดสินใจของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดคาดว่าจะยังเป็นการ “คงดอกเบี้ย” ก่อนปรับขึ้นช่วงปลายปี แต่ต้องจับตาดูทิศทางเงินเฟ้อว่าจะยังค้างอยู่ในระดับสูงนานหรือไม่ เพราะหากเงินเฟ้อค้างอยู่นานจะส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ผ่านราคาสินค้าต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นตามราคาน้ำมันต่อจากนี้"

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในฝั่งตะวันออกกลางต่อจากนี้ คาดว่า "ตลาดจะไม่ให้น้ำหนัก" สะท้อนผ่านหุ้นไทยที่แทบจะไม่เล่นไปกับสถานการณ์แล้วและราคาน้ำมันทยอยปรับตัวลงต่อเนื่อง 

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจากประเด็นเรื่องเงินเฟ้อ คาดว่าตลาดจะไม่ตอบสนองแบบ “ตรงไปตรงมา” เช่น โดยปกติถ้าเงินเฟ้อขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายขึ้น หุ้นที่เป็นลบมักจะเป็นกลุ่มที่มีกระแสเงินสดในธุรกิจที่ค่อนข้างสม่ำเสมอและมีความผันผวนของกำไรต่ำอย่างกลุ่มโรงไฟฟ้า โรงพยาบาล 

"ปัจจุบันราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าโรงพยาบาล ปรับตัวลงมามากแล้ว ประกอบกับมีปัจจัยอื่นพอหนุนได้ จึงมีดาวน์ไซด์จำกัด หรือหุ้นกลุ่มที่ควรจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้นอย่างกลุ่มไฟแนนซ์ ก็คิดว่าน่าจะไม่ได้เล่นตามทิศทางดอกเบี้ย"

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในระยะต่อจากนี้อาจไม่ต้องอ้างอิงกับตัวเลขเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ย แต่ควรเน้นเรื่องของการเลือกหุ้นในกลุ่มที่น่าจะมีโอกาสฟื้นตัวจากพื้นฐานในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่า โดยแนะนำกลุ่มที่ราคายังแล็กการ์ดมูลค่าหุ้นไม่แพงมากจนเกินไปอย่างกลุ่มค้าปลีกเช่น CPALL โรงพยาบาล BH, BDMS เป็นต้น

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป" ของสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากว่า 50% จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาสินค้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเพียง 2-3% เท่านั้น

ด้าน "เงินเฟ้อพื้นฐาน" ปรับขึ้น 2.9% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐในปัจจุบันที่ 3.8% ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล ในระยะต่อจากนี้เงินเฟ้อคาดว่ามีทิศทางชะลอตัวลงเมื่อเทียบเดือนต่อเดือน โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มิ.ย. คาดว่าจะชะลอตัวลงที่ 3.9-4%

ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดต่อจากนี้คาดว่าจะยังมีทิศทางผ่อนคลาย และไม่ส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากจะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจสหรัฐในภาพรวม

“คิดว่าเฟดคงไม่ส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยแบบที่เรียกว่า “บ้าคลั่ง” เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานในปัจจุบันถือว่ายังคงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้สูงเท่าเงินเฟ้อทั่วไป”

ขณะที่ฝั่งสถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน จะไม่ส่งผลต่อการลงทุนมากนักเนื่องจากตลาดรับรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว 

กลยุทธ์การลงทุน มองกลุ่มที่ได้ประโยชน์เป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, และ KCE รวมถึงหุ้นสายการบินและค้าปลีกที่จะได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายความขัดแย้งและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง