ตลาดทุนไทย เตรียมทรานส์ฟอร์ม! ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่ เพิ่มหมวด " หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ " รองรับ DLT/Blockchain ปลอดภัย ลดต้นทุน คุ้มครองนักลงทุน
KEY POINTS
- ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่ กำหนดให้ "หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์" มีสถานะทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารต้นฉบับ
- สามารถใช้หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ในการโอนกรรมสิทธิ์และวางเป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย
- ทำให้กระบวนการออกหลักทรัพย์เป็นดิจิทัลได้ตั้งแต่ต้นจนจบ (born-digital) โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากเอกสารกระดาษ
- กฎหมายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Blockchain และ DLT มาใช้ในตลาดทุนไทย
ตลาดทุนไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง! กับร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับปรับปรุงใหม่ ที่เพิ่ม "หมวดหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์" เข้ามาโดยเฉพาะ
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะทำให้หลักทรัพย์ดิจิทัลมีสถานะเป็น "เอกสารต้นฉบับ" ตามกฎหมาย โอน-วางเป็นหลักประกันได้ปลอดภัย ชัดเจน และเอื้อต่อการนำเทคโนโลยีอย่าง Blockchain หรือ DLT มาใช้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดทั้งต้นทุน ระยะเวลา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทย
ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกหลักทรัพย์และทำธุรกรรมในตลาดทุน โดยการเพิ่ม "หมวด 2/1 หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์" (มาตรา 22/1 ถึงมาตรา 22/11) เพื่อสร้างความสะดวก ความปลอดภัย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
1. การกำหนดสถานะและกระบวนการของหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์
สถานะทางกฎหมาย: หลักทรัพย์ที่ออกโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มีผลตามกฎหมายเช่นเดียวกับหลักทรัพย์ที่เป็นเอกสาร และให้ถือว่ามีสถานะเป็น "เอกสารต้นฉบับ" โดยไม่สามารถปฏิเสธความผูกพันทางกฎหมายเพียงเพราะเหตุที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
การกำหนดประเภท: คณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้ประกาศกำหนดประเภทหลักทรัพย์ที่สามารถออกด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
ลักษณะที่สำคัญ: ต้องมีรายการตามที่ ก.ล.ต. กำหนด มีการควบคุมสิทธิเกี่ยวกับการออก การโอน และการนำไปเป็นหลักประกันได้อย่างชัดเจน รวมถึงมีการรักษาความถูกต้องของข้อมูลตลอดอายุของหลักทรัพย์
2. การบริหารจัดการและการโอนหลักทรัพย์
การส่งมอบและการโอน: การโอนจะมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้รับโอนเข้าเป็นเจ้าของโดยสามารถควบคุมสิทธิในหลักทรัพย์นั้นได้แต่เพียงผู้เดียวและระบุตัวตนได้
ทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์: บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ต้องจัดให้มีทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด และให้สันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของหลักทรัพย์นั้น
ผู้รับมอบหมายควบคุมสิทธิ: เจ้าของหลักทรัพย์สามารถมอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์หรือผู้ให้บริการรับฝากหลักทรัพย์เป็นผู้มีสิทธิควบคุมหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์แทนตนเองได้
3. การใช้เป็นหลักประกันและการบังคับชำระหนี้
การวางหลักประกัน: สามารถนำหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้ โดยจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีการบันทึกการใช้เป็นหลักประกันด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนกำหนด
การบังคับหลักประกัน: หากมีการผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับหลักประกันโดยการขายทอดตลาดหรือวิธีอื่นที่เป็นธรรมเพื่อให้ได้ราคาตามราคาตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีที่มีการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนแล้ว
4. การเปลี่ยนระบบและการออกหลักฐาน
การเปลี่ยนหลักทรัพย์แบบเดิมเป็นอิเล็กทรอนิกส์: หลักทรัพย์ในระบบเดิม (Scripless) สามารถเปลี่ยนเป็นหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ตามความสมัครใจของทั้งบริษัทผู้ออกและเจ้าของหลักทรัพย์
หลักฐานแสดงสิทธิ: เจ้าของหลักทรัพย์สามารถขอให้บริษัทผู้ออกออกหลักฐานแสดงสิทธิในรูปแบบเอกสารสิ่งพิมพ์ได้ แต่ให้ถือว่าเป็นเพียง "สำเนา"เท่านั้น เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล
5. บทกำหนดโทษ
มีการเพิ่มบทกำหนดโทษทางอาญาสำหรับบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์หรือผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เช่น ไม่จัดทำทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์ หรือไม่แยกบัญชีทรัพย์สินของลูกค้า เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกำกับดูแลใหม่นี้
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: การแก้ไขกฎหมายนี้จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการทำธุรกรรม ลดต้นทุนของภาคธุรกิจ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Blockchain หรือ Distributed Ledger Technology (DLT) ในอนาคต
หลังจากที่รัฐสภา ในการประชุมสภา ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่..) พ.ศ... (ร่าง พ.ร.บ. ก.ล.ต.) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้รองรับการออกหลักทรัพย์ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดบทโทษกรณีที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการด้วยเสียงเอกฉันท์ 455 เสียง จากนั้นได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว 25 คน
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายที่เสนอต่อสภาฯ มีหลักการ และสาระสำคัญเพื่อปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์ให้รองรับการออกและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ และนอกจากประโยชน์ในด้านต่างๆ ตนขอให้ความมั่นใจว่า ประโยชน์ของร่างกฎหมายจะตกถึงประชาชนรวมถึงผู้ระดมทุนทุกขนาด โดยเฉพาะขนาดเล็ก เอสเอ็มอี และประชาชนที่เข้าถึงตลาดทุนไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
พร้อม ชี้แจงต่อว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายกำหนดให้หลักทรัพย์บางประเภทสามารถออกได้โดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดย ก.ล.ต. จะประกาศกำหนดประเภท ทั้งนี้ ก.ล.ต.จะพิจารณาจากความพร้อมของผู้มีส่วนได้เสีย และเปิดรับฟังความเห็นก่อนการออกกฎระดับรอง หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ดังนั้นประเด็นความปลอดภัย ความรู้ของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะกำหนดในกฎระดับรอง และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งในระดับกฎหมายที่ไม่ได้กำหนดไว้เพื่อให้การแก้ไข สอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปทำได้ง่าย ระยะแรกอาจพิจารณาจากหลักทรัพย์ที่มีความพร้อม และลักษณะที่เหมาะสมก่อน เช่น ตราสารหนี้ จะนำระบบอิเล็กทรอนิสก์มาใช้ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสะดวกการเข้าถึงของประชาชนในวงกว้าง
“ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่การสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใหม่ แต่ทำให้หลักทรัพย์ตามกฎหมายหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือ หน่วยลงทุน สามารถออกหรือทำธุรกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยอยู่ภายใต้การกำกับของกฎหมายหลักทรัพย์ และตลาดทุน ประเด็นที่มีการอภิปรายถึงการสร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจ ผ่านการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ดิฉันฐานะเลขาฯ ก.ล.ต. ขอให้คำมั่นว่า ก.ล.ต.เห็นเรื่องดังกล่าวสำคัญ ไม่ว่าหลักทรัพย์อยู่ในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และขอให้คำมั่นว่า สิ่งที่เป็นช่องว่างจะใช้กฎหมายแก้ไขโดยพลัน”
อย่างไรก็ตาม ร่าง พรบ. หลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่เพิ่มเติมเรื่อง อิเล็กทรอนิกส์ ต่อมุมมองจะเข้ามาช่วย "หนุนตลาดทุนไทย“ อย่างไรนั้น
นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า โดยหลักการแล้ว กฎหมายนี้จะช่วยให้กระบวนการออกหลักทรัพย์มี ความคล่องตัวมากขึ้น และยกระดับกระบวนการในตลาดทุนให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือเดิมทีการออกหลักทรัพย์ต้องเริ่มจากการออกเป็น "กระดาษ" (Paper) ก่อน แล้วจึงค่อยนำมาแปลงเป็นอิเล็กทรอนิกส์ในภายหลัง
แต่ "ร่างกฎหมายใหม่จะช่วยให้กระบวนการออกหลักทรัพย์สามารถ ทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่จำเป็นต้องออกหลักทรัพย์เป็นกระดาษอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้เกิด "หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์" ได้อย่างสมบูรณ์
“ร่างกฎหมายนี้จะรองรับให้ หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถเกิดขึ้นได้จริงโดยสมบูรณ์ โดยไม่ต้องย้อนกลับไปทำในรูปแบบกระดาษก่อน”
ปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวหลังจากสภาฯ รับหลักการแล้ว ยังต้องรอการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของกฎหมายได้อีกในขั้นตอนการพิจารณา





