"หุ้นไทย" วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,584.14 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.46 จุด หรือ 1.44% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากการคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับขึ้นนำตลาด ด้านนักลงทุนจับตาดูตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐใกล้ชิด เนื่องจากมีผลต่อการตัดสินเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของเฟด
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,584.14 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.46 จุด หรือ 1.44% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,587.42 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,570.48 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 70,502.85 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 364.00 บาท เพิ่มขึ้น 26.00 บาท หรือ 7.69% มูลค่าซื้อขาย 10,554.94 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 197.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 1.50% มูลค่าซื้อขาย 5,989.53 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 63.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.16% มูลค่าซื้อขาย 5,388.08 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 137.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 1.44% มูลค่าซื้อขาย 3,711.61 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 35.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 3,337.29 ล้านบาท
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หุ้นไทย แกว่งตัวในทางบวกนำโดยหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐ-อิหร่านผ่อนคลายลง ไม่มีการยกระดับความขัดแย้งอย่างที่ตลาดมีความกังวลก่อนหน้านี้
กลุ่มธนาคารมีแรงขายทำกำไรบางส่วนหลังก่อนหน้านี้ซื้อขายด้วยมูลค่าหุ้นในระดับสูง เนื่องจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจดีกว่าคาด ทำให้ในช่วงนี้อาจมีแรงขายออกมาต่อเนื่องเพื่อรอปัจจัยใหม่
อย่างไรก็ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดยังคงต้องติดตาม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐหรือบอนด์ยีลด์ในช่วงหลังเร่งตัวขึ้นมาก พร้อมกับการการแข็งค่าของเงินดอลลาร์
นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเงินเฟ้อสหรัฐอย่างใกล้ชิดเนื่องจากจะมีผลต่อการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ หรือเฟด ซึ่งอาจเป็นตัวแปรจำกัดอัปไซด์ของตลาดในช่วงต่อจากนี้
กระแสข่าวการเข้า IPO ของ SpaceX แม้จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐแต่ไม่มีผลกระทบมากนักต่อตลาดหุ้นไทย
ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,570-1,548 จุด แนวต้าน 1,600 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือตัวเลขอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ เนื่องจากมีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด
กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน เน้นหุ้นในกลุ่มดีเฟนซีฟทนทานต่อเงินเฟ้อ ในกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GULF, BGRIM, และ GUNKUL กลุ่มค้าปลีก เช่น CRC และ CPN รวมถึงกลุ่มที่มีปัจจัยเฉพาะตัวสำหรับโอกาสในการเข้าสู่ SET50 อย่าง ITC, และ THAI

