บล.ทิสโก้ เผยธปท.ประกาศลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมชำระเงิน และสินเชื่อ SME มองผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารจำกัด คาดรายได้ลดราว 5,000 ล้านบาท หรือเพียง 1-2% ของกำไรสุทธิ เนื่องจากค่าธรรมเนียมหลายรายการถูกปรับลดลงมามากแล้ว ขณะที่รายได้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเติบโตดี คงมุมมอง "Neutral" ต่อกลุ่มธนาคาร พร้อมชู KTB และ TTB เป็นหุ้นเด่น จากกำไรแข็งแกร่งและปันผลสูง
KEY POINTS
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดค่าธรรมเนียมบริการของธนาคารพาณิชย์ 19 รายการ ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ บัญชีเงินฝาก, บัตรอิเล็กทรอนิกส์, ธุรกรรมชำระเงิน และสินเชื่อ SME
- โบรกเกอร์ประเมินว่าการปรับลดค่าธรรมเนียมจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารในวงจำกัด โดย ธปท. คาดว่ารายได้ทั้งกลุ่มจะลดลงประมาณ 5 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 1-2% ของกำไรสุทธิ
- ผลกระทบที่จำกัดมีสาเหตุจากอัตราค่าธรรมเนียมธุรกรรมหลักๆ ได้ถูกปรับลดลงไปมากแล้วในอดีต และรายได้ค่าธรรมเนียมจากส่วนอื่น เช่น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ยังคงเติบโตได้ดี
- โบรกเกอร์ยังคงคำแนะนำ "NEUTRAL" ต่อกลุ่มธนาคาร แต่ยกให้ KTB และ TTB เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูง
- KTB ถูกมองว่ามีกำไรที่แข็งแกร่งในปีนี้ ส่วน TTB มีแหล่งรายได้ที่มั่นคงซึ่งสามารถรองรับการจ่ายเงินปันผลได้ดี จึงเป็นหุ้นที่ได้รับการแนะนำให้ "ซื้อ"
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ แผนปรับปรุงค่าธรรมเนียมบริการของธนาคารพาณิชย์ ครอบคลุม 19 รายการใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ค่าธรรมเนียมบัญชีเงินฝาก ค่าธรรมเนียมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ค่าธรรมเนียมธุรกรรมการชำระเงิน และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ SME โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันที่ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา และจะทยอยดำเนินการให้ครบถ้วนภายในเดือนตุลาคม 2569
บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลกระทบน่าจะมีจำกัด แม้เราจะยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะประเมินผลกระทบเชิงปริมาณ (เนื่องจากไม่มีข้อมูลรายละเอียดโครงสร้างค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียม) แต่เราคาดว่าผลกระทบจะอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากอัตราค่าธรรมเนียมในหมวดหลักต่าง ๆ (เช่น ค่าธรรมเนียมธุรกรรม) ได้ถูกปรับลดลงอย่างมาก และในบางกรณีแทบเป็นศูนย์ไปแล้วตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่น่าจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มกำไรของกลุ่มธนาคาร โดยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวในงานแถลงข่าวว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกระทบรายได้ของทั้งกลุ่มธนาคารประมาณ 5 พันล้านบาท หรือราว 1-2% ของกำไรสุทธิของทั้งกลุ่ม
โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กระจุกตัวอยู่ในบริการธุรกรรมธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อย ดังนั้น ธนาคารที่มีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้สูงกว่าอาจได้รับผลกระทบมากกว่า อย่างไรก็ตาม เรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินผลกระทบโดยตรง โดยหากใช้สัดส่วน CASA เป็นตัวแทน ธนาคารที่มีอัตราส่วน CASA สูงกว่าอาจได้รับผลกระทบมากกว่า แต่แม้แต่ธนาคารที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เราก็ยังคาดว่าผลกระทบจะอยู่ในระดับจำกัด อาจอยู่เพียงตัวเลขในระดับ low single digits
นอกจากนี้ หลังจากมีการปรับลดค่าธรรมเนียมหลายครั้งในอดีต รายได้ค่าธรรมเนียมได้มีความสำคัญต่อรายได้รวมของธนาคารลดลง ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 17% ของรายได้รวม (FY25A) ลดลงจาก 23% ก่อนการเปิดตัวพร้อมเพย์
ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวได้ดีใน 1Q26 โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ได้แก่ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง กองทุนรวม และนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เราคาดว่ารายได้ประเภทนี้จะยังคงแข็งแกร่งใน 2Q26 จากผลการดำเนินงานของตลาดที่ดีอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น ผลกระทบจากการปรับลดค่าธรรมเนียมอาจไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ท่ามกลางผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธุรกิจค่าธรรมเนียมประเภทอื่น
อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “NEUTRAL” ต่อกลุ่มธนาคาร อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงน่าจะช่วยพยุงราคาหุ้นของธนาคารส่วนใหญ่ได้ โดย KTB (กำไรแข็งแกร่งในปีนี้) และ TTB (มีแหล่งรายได้ที่มั่นคงรองรับการจ่ายปันผล) เป็นหุ้นแนะนำของเรา นอกจากนี้ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ KBANK (มีความมุ่งมั่นในการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) และ BAY (การดำเนินงานในอาเซียนมีแนวโน้มดีขึ้น)
ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ BBL (ไม่มีอัพไซด์จากเงินปันผล) SCB (กำไรปีนี้ลดลงซึ่งจะกดดัน DPS) และ KKP (มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับเหมาะสมแล้วหลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรง จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่แข็งแกร่ง) ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ KTB และ TTB โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 40.00 และ 2.60 บาท ตามลำดับ





