วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'MASTER' ขยายสาขาโรงพยาบาล ดันแพทย์ดัง ปรับทัพรุกตลาด 'ต่างชาติ'

“มาสเตอร์ สไตล์” ตั้งเป้ารักษาฐานรายได้ปี 69 ใกล้เคียงปีก่อนหน้า ท่ามกลางความท้าทาย “เศรษฐกิจ” และ “ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์” ส่งผลต่อลูกค้าชะลอการใช้บริการ เตรียมปรับแผนกลยุทธ์รุกตลาดต่างชาติ สร้างอาคารใหม่และขยายโรงพยาบาลเพิ่มอีก 2 แห่ง

นางสาวประภาวรินท์ ลองงาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง บริษัทตั้งเป้าหมายในการรักษาฐานรายได้ในปี 2569 ให้เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ 53-54% และควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายให้ต่ำกว่า 40%

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติอยู่ที่ 30% ต่อลูกค้าในประเทศ 70% หลังมีแผนผลักดันกลยุทธ์ที่เน้นกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติมากขึ้น เช่น ชาวจีนที่อาศัยในไทย และกลุ่มลูกค้าที่พูดภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้ เพื่อทดแทนลูกค้าในบางกลุ่มประเทศที่หายไปจากผลกระทบปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งส่งผลต่อค่าเดินทางเพิ่มสูงขึ้น จนต้องชะลอการเข้ารับบริการออกไปแม้จะมีการวางมัดจำล่วงหน้าแล้ว รวมถึงลูกค้ากัมพูชาที่ในไตรมาส 1 ปี 2569 แทบจะมีสัดส่วนต่อรายได้รวมที่ 0% จากเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน 

บริษัทคาดหวังการฟื้นตัวของลูกค้าต่างชาติในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจ โดยมีการจัดสรรงบการตลาดทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับลูกค้าต่างประเทศอยู่ที่ราว 10-15% ของยอดขาย รวมถึงใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการจ้างผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนสัญชาตินั้น ๆ โดยตรง ซึ่งมีความเข้าใจในอุตสาหกรรมความงาม เช่น ผู้เชี่ยวชาญชาวอินโดนีเซียก็จะเข้ามาดูแลและทำตลาดในกลุ่มลูกค้าอินโดนีเซียโดยเฉพาะ

ในการนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารใหม่ 2 อาคาร ซึ่งเป็นอาคารที่ออกแบบมาเพื่อรองรับลูกค้าต่างชาติ ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2570

ปัจจุบันคลินิกความงามในเครือของบริษัทมีอยู่ทั้งสิ้น 87 สาขา และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง 5 สาขา ซึ่งในระยะ 12-18 เดือน มีแผนการขยายโครงการเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาล "S45" บริเวณเหม่งจ๋าย ซึ่งเน้นหัตถการด้านใบหน้า ที่วางแผนว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2570 และอีกแห่งคือ โรงพยาบาล "Chiangmai Masterpiece Neuro Hospital" (CMNH) ซึ่งเริ่มก่อสร้างแล้วและมีแผนเปิดให้บริการในปี 2571

อีกหนึ่งกลยุทธ์หลักของ MASTER ในปี 2569 คือการผลักดัน “แพทย์ดัง” ซึ่งบริษัทเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ทรงพลังและคุ้มค่าที่สุด ผ่านการส่งต่อความประทับใจแบบปากต่อปาก เพราะลูกค้าในกลุ่มหัตถการ เช่น งานโครงหน้า หรือการดึงหน้า มีแนวโน้มตัดสินใจจาก “ฝีมือของแพทย์” และ “ผลลัพธ์” มากกว่าตัดสินใจจากยี่ห้อผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในอุตสาหกรรมความงาม

ขณะที่ในไตรมาส 1 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 436.35 ล้านบาทลดลง 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจัยหลักมาจาก ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน ทำให้ลูกค้าบางกลุ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและชะลอการเข้ารับบริการออกไป

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาค่าขนส่งสินค้า ทำให้ต้องปรับระบบการจัดการสินค้าคงคลัง ต้องมีการสำรองสินค้าล่วงหน้า 3-6 เดือน ทำให้มีภาระต้นทุนและการใช้จ่ายเงินสดเพิ่มขึ้น จึงคาดว่าไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทน่าจะมีผลประกอบการที่ทรงตัวจากไตรมาส 1

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้น 10.3% ที่ 61 ล้านบาท โดยได้แรงสนับสนุนหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมค้าซึ่งเติบโตกว่า 140% อยู่ที่ 18.16 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 18% ของกำไรทั้งหมด

โดยในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งขนาดเล็ก เคอาร์เอ็ม หรือ KRM เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น พลิกทำกำไรหลังจากเปิดดำเนินการมาได้ 1 ปี และมีอัตราการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นที่ 25% หลังจาก MASTER เข้าไปช่วยสนับสนุนทั้งทางด้านระบบปฏิบัติการ และส่งแพทย์เข้าไปเพิ่มขึ้น

ส่วนบริษัท ด็อกเตอร์ เชน เซอร์เจอรี่ ฮอสพิทอล จำกัด หรือ DCH มีอัตราการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นที่ 35% จากกลยุทธ์ "อินฟลูเอนเซอร์ โมเดล" ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับ MASTER ที่อินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับการว่าจ้างทุกคนจะต้องเข้ารับการทำศัลยกรรมหรือหัตถการจริงบนใบหน้าหรือร่างกาย เพื่อให้ลูกค้าเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้บริการของโรงพยาบาล เป็นการสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่น

ทั้งปี 2569 คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากพาร์ทเนอร์จะอยู่ที่ราว 40-60 ล้านบาท ผ่านแผนกลยุทธ์ในการส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสนับสนุนโรงพยาบาลในเครือเพื่อเพิ่มคุณภาพการรักษาและขยายขอบเขตหัตถการ เช่น การศัลยกรรมโครงหน้าและดึงหน้า

จะมีการจัดวางตำแหน่งแบรนด์ของพาร์ทเนอร์ให้ชัดเจนเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มลูกค้าทั่วไปจนถึงระดับพรีเมียม รวมถึงเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของโรงพยาบาลที่มีอยู่เดิม 5 แห่งให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น