นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2569 เชื่อมั่นว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากฐานในปี 2558เน้นการเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และแม้จะปีนี้จะปรับลดเป้าหมายลูกค้าต่างชาติลงมาอยู่ที่ 30-40% จากเดิม 40% เพื่อความปลอดภัยทางธุรกิจ จากความไม่แน่นอน ทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่พบสัญญาณฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น โดยมียอดเงินฝากจองคิวในไตรมาส 1 ปี 2569 เข้ามาแล้วกว่า 40% ของเป้าหมายปี ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ยังคงเหนียวแน่น
พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีแผนขยายตึกใหม่เพื่อรองรับบริการ Skin, Share และ Men Health ทำให้มั่นใจว่าภาพรวมอัตรากำไรสุทธิ ของกลุ่มพาร์ตเนอร์จะกลับมาเป็นบวกและเติบโตในระดับเลขสองหลักได้หลังจากหักรายการ PPA สำหรับการบริหารต้นทุนในอนาคต เรายังได้มีการวางแผนเชิงรุกด้วยการสต็อกวัสดุอุปกรณ์และซิลิโคนล่วงหน้าถึง 6 เดือน เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาวัสดุ
สำหรับปี 2569-2570 บริษัทวางกลยุทธ์ใหม่ “Organic Growth & Partnership Synergy” มุ่งเน้นการเติบโตที่ยั่งยืนและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโฆษณาออนไลน์ผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน 1.การปรับโครงสร้างบริหาร ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ส่วนตัวจะขยับขึ้นไปดูแลภาพรวมของบริษัทพาร์ตเนอร์ทั้งกลุ่ม (70% ของเวลาทำงาน) เพื่อวางระบบ “Master’s Blueprint” หรือการส่งต่อมาตรฐานความสำเร็จของเราให้กับพันธมิตรทุกราย
2. รุกตลาด Non-surgical และนวัตกรรมใหม่ เนื่องจากท่ามกลางเทรนด์ตลาดศัลยกรรมที่หดตัว 4.7% แต่กลุ่มไม่ต้องผ่าตัดกลับโตสวนทางถึง 16.7% จึงเตรียมเปิดตึกใหม่เพื่อรองรับบริการ Skin, Share และ Men Health พร้อมเพิ่มรายการหัตถการใหม่อีก 109 รายการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย
3. พลังเครือข่าย Influencer ด้วยฐาน Influencer ในมือกว่า 2,400 ราย MASTER จะเปลี่ยนผ่านสู่การตลาดเชิง Organic ที่เน้นการบอกต่อซึ่งจะช่วยลดต้นทุน
นางสาวลภัสรดา กล่าวว่า เราเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งผ่านบริษัทในเครือด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกัน เน้นประสิทธิภาพการทำกำไร โดยปิดสาขาที่ไม่คุ้มทุนและขยายสาขาแบบ Standalone ที่คืนทุนไว พร้อมกับมุ่งเจาะเป้ากลุ่มระดับ High-end จากตะวันออกกลาง เน้นนวัตกรรมดูดไขมันและกระชับสัดส่วน รวมถึงรุกธุรกิจสุขภาพจิตผ่านโมเดลเช่าพื้นที่ในโรงพยาบาล และเตรียมขยายสู่ธุรกิจ Nursing Home ที่เชียงใหม่
หลังจากในปี 2568 ยอมรับเราเผชิญกับความผันผวนหลายด้าน ส่งผลให้ตัวเลขในไตรมาส 4 ปี 2568 ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญมีรายได้อยู่ที่ 469 ล้านบาท ลดลง 26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิอยู่ที่ 46 ล้านบาท หดตัวลงถึง 78% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สาเหตุหลักไม่ได้มาจากตัวธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้เข้ามาซ้อนทับ ได้แก่ วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ในอาเซียน มียอดลูกค้าจากอินโดนีเซียชะลอตัวในไตรมาส 3 และซ้ำเติมด้วยยอดจากกัมพูชาที่ดิ่งลงกว่า 60% ในไตรมาส 4 ปี 2568 จากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ รวมถึงรายการพิเศษ มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่า จำนวน 26 ล้านบาท จากธุรกิจสื่อ “Twinkle Star” ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา
แต่ภาพรวมทั้งปี 2568 บริษัทประสิทธิภาพการทำกำไรที่ยังรักษาฐานได้แม้รายได้รวมทั้งปีจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย และกำไรสุทธิจะลดลงค่อนข้างมากจากรายการพิเศษและการเซ็ตระบบใหม่ แต่ในเชิงโครงสร้างธุรกิจบริษัทยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ดี โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นยังคงยืนระยะได้สูงถึง 53% สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนหัตถการและค่าแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ และกำไรสุทธิ อยู่ที่ราว10% แม้จะลดลงจากมาตรฐานเดิม แต่ถือเป็นฐานใหม่ที่พร้อมจะดีดตัวขึ้นหากปัจจัยลบคลี่คลาย
นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติในปี 2568 คิดเป็น 26.23% หรือประมาณ 488 ล้านบาท จากปัญหาการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังมองว่าเป็นเพียง “อุปสงค์ที่ถูกอั้นไว้” ซึ่งจะกลับมาเป็นแรงส่งสำคัญในปี 2569 เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย





