วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นไทย’เนื้อหอมต่างชาติสนใจ หวัง‘เงินลงทุน’ระยะยาวเข้าไทย

‘หุ้นไทย’เนื้อหอมต่างชาติสนใจ  หวัง‘เงินลงทุน’ระยะยาวเข้าไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการโรดโชว์นักลงทุนต่างประเทศ ครั้งล่าสุด ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่ผ่านมานี้ มีสัญญาณ “เชิงบวก” ที่น่าสนใจสำหรับ “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดทุนไทย” โดยทีมนักลงทุนสัมพันธ์และผู้แทนจากไทยได้เข้าประชุมแบบเจาะลึก (One-on-one meeting) กับนักลงทุนสถาบันรายใหญ่อย่างน้อย 20 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม “Long-only” หรือนักลงทุนระยะยาวที่เน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและถือครองสินทรัพย์นานถึง 8 ปี โดยไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนของราคาหุ้นรายวัน

โดยผลตอบรับจากการโรดโชว์รอบนี้สะท้อนว่า “นักลงทุนยุโรป” ให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าจับตามองคือ การมีนักลงทุนรายใหม่ที่ไม่เคยลงทุนในไทยมาก่อน 2-3 ราย เข้ามาแสดงความสนใจศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุน ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการขยายฐานเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่ประเทศ

‘หุ้นไทย’เนื้อหอมต่างชาติสนใจ  หวัง‘เงินลงทุน’ระยะยาวเข้าไทย

นอกจากนี้ ความชัดเจนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมองว่าไทยจะมีรัฐบาลที่แข็งแรงพอจะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมได้

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ที่กระทบภาพลักษณ์ตลาดทุนไทยบางกรณี แต่นักลงทุนระยะยาวมองว่า เป็นเพียงกรณีเฉพาะราย 2-3 เท่านั้น ในภาพรวมไทยยังคงเป็นผู้นำด้านธรรมาภิบาล โดยอ้างอิงจาก S&P 500 Yearbook ที่ระบุว่าประเทศไทยมีบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านเกณฑ์ด้าน Governance ถึง 48 บริษัท ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก

สำหรับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงอยู่ในเรดาร์ความสนใจ นอกเหนือจากจุดแข็งเดิมในกลุ่ม การแพทย์ (Health), อาหาร และการท่องเที่ยว แล้ว ไทยยังได้รับการจับตามองในฐานะฐานการลงทุนใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคต หรือ New S-Curve เช่น Data Center, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของเทคโนโลยี AI

ขณะที่ การเดินทางโรดโชว์ “นักลงทุนต่างชาติ” ในวันนี้ (26 พ.ค.) ตลท. จะนำบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ราว 9-10 บริษัท เดินทางไปร่วมงานคอนเฟอเรนซ์ของ UBS ที่ฮ่องกง พร้อมกันนี้ยังมีการประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อร่วมโรดโชว์ในนามภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับประเทศ ก่อนจะถึงกิจกรรมใหญ่ประจำปีนี้ อย่าง “Thailand Focus” ในช่วงปลายเดือนส.ค. นี้ ซึ่งมียอดการตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพ ไทยช่วยไทยพลัส นายอัสสเดช มองว่า เป็นผลเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยด้วย เพราะว่าเป็นมาตรการที่ช่วยประคองเศรษฐกิจและ Multiplier Effect เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นในการบริโภค ซึ่งอาจไม่ได้ส่งผลต่อราคาหุ้นโดยตรงในทันที แต่ช่วยประคองสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในระยะสั้นท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน

แต่ประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุนเฝ้าติดตามคือ ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเดินไปในทิศทางไหน และจะสามารถเติบโตได้มากกว่าปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งนักลงทุนมองว่านโยบายภาครัฐของไทยดี แต่อยากเห็นความชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะมีรัฐบาลที่แข็งแรงพอจะผลักดันนโยบายให้เห็นผลจริงได้ อย่างเช่น การเปลี่ยนผ่านจากตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่มียอดสูงเกือบ 60,000 ล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา ให้กลายเป็นการลงทุนจริงในประเทศ

ศาตราจารย์ ดร .พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าการสร้างความสามารถในการแข่งขันและผลักดันการเติบโตของตลาดทุนไทย คาดว่า จะมีการสื่อสารรายละเอียดและเห็นความชัดเจนได้ภายในช่วงเดือน ก.ค. หรือไม่เกินไตรมาส 3 นี้

โดยขณะนี้ ก.ล.ต. ยังคงร่วมมือกับ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสร้าง Task Force ภายใต้โครงการ Powering Growth เพื่อปรับปรุงกระบวนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียน (IPO) โดยเฉพาะโครงการ BOI to IPO โดยมีทิศทางที่ชัดเจนทำให้กระบวนการกระชับและรวดเร็วขึ้น โดยจะเน้นความสมดุลระหว่างยังคงรักษาคุณภาพ มีมาตรฐานที่เข้มงวด และการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน

ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างคุณภาพและการกำกับดูแล โดยจะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การเน้น “การเปิดเผยข้อมูล” (More Disclosure) มากขึ้น แทนการใช้เกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ (Merit-based) เพียงอย่างเดียวในบางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเชิงการแข่งขัน

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. และทุกภาคส่วนมีทิศทางตรงกันในการผลักดันโครงการ TISA โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างระบบนิเวศการออมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว มากกว่าแค่เรื่องสิทธิลดหย่อนภาษี 

“เป้าหมายหลัก คือเราต้องการสร้าง Quality Long-term Demand ให้คนไทยสามารถเข้าถึงการออมผ่านมืออาชีพได้อย่างสะดวกและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดทุน“

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยืนยันถึงความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของตลาดทุนไทยที่เปิดกว้างให้เกิดการแข่งขัน และพยายามเปลี่ยนความท้าทายต่าง ๆ ให้กลายเป็นโอกาส

โดยยุทธศาสตร์หลักคือการขับเคลื่อนทั้ง Quality Demand และ Quality Supply ควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดทุนไทยจะมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน

“ก.ล.ต. เชื่อมั่นในอีโคซิสเต็ม ของตลาดทุนไทยที่เปิดกว้างให้เกิดการแข่งขัน และพยายามเปลี่ยนความท้าทายต่าง ๆ ให้เป็นโอกาสสำหรับทุกภาคส่วน”