วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

หุ้น RS ทรุดหนักดิ่งเหว 22.22% หลังขาดสภาพคล่องผิดนัดตั๋ว B/E โบรกแนะเลี่ยงลงทุน

หุ้น RS ปรับตัวลงอย่างรุนแรง 22.22% มาอยู่ที่ระดับราคา 0.14 บาท สาเหตุหลักเกิดจากความกังวลของนักลงทุนต่อประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ของบริษัท ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและนำไปสู่แรงเทขายจำนวนมาก นักวิเคราะห์แนะ "หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน" จนกว่าบริษัทจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการจัดการภาระหนี้ที่ชัดเจน

KEY POINTS

  • หุ้น RS ปรับตัวลงอย่างรุนแรง 22.22% ในการซื้อขายภาคเช้าของวันที่ 19 พ.ค. 2569 มาอยู่ที่ระดับราคา 0.14 บาท
  • สาเหตุหลักเกิดจากความกังวลของนักลงทุนต่อประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ของบริษัท ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและนำไปสู่แรงเทขายจำนวนมาก
  • นักวิเคราะห์หลักทรัพย์แนะนำให้นักลงทุน "หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน" จนกว่าบริษัทจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการจัดการภาระหนี้ที่ชัดเจน
  • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำควรหลีกเลี่ยงการลงทุน ส่วนนักลงทุนสายเก็งกำไรต้องบริหารความเสี่ยงและตั้งจุดตัดขาดทุนอย่างเข้มงวด
  • ตลาดยังคงจับตาการชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก RS เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสภาพคล่องและทิศทางของบริษัทต่อไป

ความเคลื่อนไหว "ตลาดหุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 19 พ.ค.2569 เวลา 10.00 น. หุ้น RS หรือ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ปรับตัวลงอย่างรุนแรงที่ 22.22% ลดลง 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 0.14 บาท 
 

หุ้น RS ทรุดหนักดิ่งเหว 22.22% หลังขาดสภาพคล่องผิดนัดตั๋ว B/E โบรกแนะเลี่ยงลงทุน

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้น RS ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันนี้ โดยราคาหุ้นร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดใกล้ติดฟลอร์ ท่ามกลางแรงขายที่ถาโถมจากความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการผิดนัดจ่ายหนี้ตั๋ว B/E ซึ่งกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนเกิดแรงเทขายต่อเนื่อง และทำให้ราคาหุ้นร่วงลงมาเคลื่อนไหวบริเวณประมาณ 0.13–0.14 บาท

ทั้งนี้ ตลาดกังวลต่อความสามารถในการชำระคืนของบริษัท หลังมีข้อมูลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้บางส่วน และการเจรจากับเจ้าหนี้ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อ Sentiment ของตลาดในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ปัจจัยด้านจิตวิทยาการลงทุนยังมีความเปราะบางสูง จึงแนะนำให้นักลงทุน “หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน” จนกว่าบริษัทจะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางจัดการภาระหนี้อย่างชัดเจน

นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว ยังมีแรงกดดันจากภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อที่แข่งขันรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยมองว่า ธุรกิจมีเดียมีลักษณะคล้ายธุรกิจร้านอาหาร ที่ต้นทุนการเข้าสู่ตลาดต่ำ ผู้ประกอบการรายเล็กหรือ SME สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องเผชิญการแข่งขันรอบด้าน และทำให้การเติบโตของรายได้ท้าทายมากขึ้น

สำหรับ คำแนะนำด้านการลงทุน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนและรอความชัดเจนเรื่องการชำระคืนหุ้นกู้ก่อน ขณะที่นักลงทุนสายเก็งกำไรที่มองว่า ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงจนเป็นโอกาส อาจเข้าลงทุนได้ แต่จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด และต้องกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ทุกครั้ง เนื่องจากราคาหุ้นยังมีโอกาสผันผวนต่อ

ขณะนี้ตลาดยังจับตาการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากทาง RS อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสภาพคล่องและทิศทางราคาหุ้นในระยะถัดไป โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับหุ้นกู้และแผนการจัดการหนี้ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงต่อจากนี้