หุ้นรับเหมาก่อสร้าง 3 บริษัทปรับตัวขึ้น โดย STECON เป็นผู้นำ เพิ่มขึ้น 3.57% ตามด้วย CK +2.70% และ STPI +1.46% โบรกเผย ราคาหุ้นปรับขึ้นเพื่อตอบรับข่าวการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งสร้างความคาดหวังว่ารัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานออกมาจำนวนมาก
KEY POINTS
- หุ้นรับเหมาก่อสร้าง 3 บริษัทปรับตัวขึ้น โดย STECON เป็นผู้นำ เพิ่มขึ้น 3.57% ตามด้วย CK (+2.70%) และ STPI (+1.46%)
- ราคาหุ้นปรับขึ้นเพื่อตอบรับข่าวการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งสร้างความคาดหวังว่ารัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานออกมาจำนวนมาก
- นักวิเคราะห์จาก บล.ฟิลลิป คาดว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง จากการทยอยเปิดประมูลงานภาครัฐ หลังจากปีที่ผ่านมาแทบไม่มีโครงการใหม่ออกมา
- จากปัจจัยบวกดังกล่าว นักวิเคราะห์ได้ปรับคำแนะนำหุ้น STECON จาก "ถือ" เป็น "ทยอยซื้อ" สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโต
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 เวลา 10.30 น. หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างบวก นำโดย
หุ้น STECON บวก 3.57% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 11.60 บาท
หุ้น CK บวก 2.70% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 15.20 บาท
หุ้น STPI บวก 1.46% เพิ่มขึ้น 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 4.18 บาท
ทศวรรณ ธรรมสุข นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมกลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีแนวโน้มฟื้นตัวจากแรงหนุนสำคัญคือ การเตรียมแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งคาดว่า จะเห็นการเร่งผลักดันโครงการภาครัฐออกมาจำนวนมากในปีแรกของการบริหาร
ทั้งนี้ การจัดตั้งรัฐบาลที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและการทูลเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ทำให้ตลาดคาดหวังต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างหลังจากปีที่ผ่านมาแทบไม่มีโครงการรัฐใหม่ออกมา
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า กลุ่มรับเหมาจะเริ่มเข้าสู่รอบวัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง โดยระดับงานในมือ หรือ Backlog ของผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น CK มีโอกาสปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากการทยอยเปิดประมูลงานภาครัฐ
สำหรับ STECON ปัจจุบันมี Backlog อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งานภาคเอกชน ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่า บริษัทสามารถเจรจากับเจ้าของโครงการได้โดยตรง หากต้นทุนมีการเปลี่ยนแปลง โดย STECON ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 7% และบริหารความเสี่ยงผ่านการล็อกราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็กและคอนกรีต ล่วงหน้า 6 เดือน ถึง 1 ปี
ในด้านต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70-80% ของต้นทุนรวม พบว่า ทุกการเพิ่มขึ้น 1% จะกระทบกำไรของ STECON ราว 190-220 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินผ่านวิธี Price to Book Value จะกระทบต่อราคาหุ้นเพียงประมาณ 0.08 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือว่าจำกัด เมื่อเทียบกับอัพไซด์จาก Backlog ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยบวกดังกล่าว จึงปรับคำแนะนำหุ้น STECON จากถือเป็นทยอยซื้อ สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโต แม้เผชิญปัจจัยลบภายนอกอย่างสถานการณ์สงคราม แต่ราคาหุ้นยังเคลื่อนไหวแข็งแกร่งกว่าตลาด





