วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม 2569

Login
Login

ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

“BLS” เผยรายชื่อ 4 กลุ่มหุ้นเสี่ยง หลังประเมินผลกระทบเหตุการณ์ในตะวันออกกลางต่อหุ้นแต่ละกลุ่มด้วย "Stress Test Score" สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจท่ามกลางต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นและดีมานด์ที่ชะลอตามภาวะเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยในบทวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบด้านกำไรและความแข็งแกร่งของแต่ละบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม จากกรอบการวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์มหภาคร่วมกับ "Stress Test Score" ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ

พบว่าแม้เหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทโดยตรงค่อนข้างน้อย แต่ก็มีแนวโน้มส่งผ่านในรูปแบบต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและดีมานด์ที่ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ผลกระทบต่อลูกค้าชาวตะวันออกกลางจำกัด แต่ส่งผ่านในต้นทุนพลังงานและดีมานด์ที่ชะลอลง

จากผลการศึกษาพบว่า การพึ่งพารายได้จากลูกค้าชาวตะวันออกกลางของธุรกิจมีจำกัด จากโดยทั่วไปสัดส่วนรายได้จากตะวันออกกลางอยู่ในระดับ 1-5% ของยอดขายในเกือบทุกอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มโรงพยาบาลและท่องเที่ยวซึ่งเป็นสองอุตสาหกรรมที่พึ่งพารายได้จากตะวันออกกลางโดยตรงมากที่สุด

ในกลุ่มโรงพยาบาล BH มีการพึ่งพาผู้ป่วยจากตะวันออกกลางสูงสุด โดยการปิดน่านฟ้าชั่วคราวส่งผลให้การเดินทางของผู้ป่วยลดลงแล้ว คิดเป็น 25–30% ของรายได้รวม

ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากตะวันออกกลางของ BH ใน 1Q26 อาจลดลงเหลือประมาณ 10–15% จาก 18% ใน 1Q25 เสี่ยงต่อรายได้หายไปราว 300–400 ล้านบาท และอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในระยะสั้น

ในกลุ่มท่องเที่ยว สัญญาณเบื้องต้นจากผู้ประกอบการโรงแรมชี้ให้เห็นว่าการยกเลิกการจองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง โดยผู้ประกอบการโรงแรมที่มีธุรกิจในไทยมีสัดส่วนรายได้จากภูมิภาคนี้ในระดับปานกลาง ได้แก่ ERW และ MINT ที่ราว 8%

ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

อย่างไรก็ตาม ในแง่การส่งผ่านพบผลกระทบหลักใน 2 ด้านได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และดีมานด์ที่ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ โดยบริษัทที่มีความเสี่ยงทั้งสองด้านพร้อมกัน เช่น BGRIM, GPSC, CBG, OSP, TU, DOHOME และ AOT จะเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนที่สุด

ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร

ผลกระทบต่อกำไรภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน $80-$189 ต่อบาร์เรล พบ SCC มีความเปราะบางต่อกำไรมากที่สุด โดยกำไรลดลง -24% แบบถ่วงน้ำหนักความน่าจะเป็น ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์หลักจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้แก่ PTTEP (+77%) และ SPRC (+91%)

จากการประเมินภายใต้ทั้งสามฉากทัศน์ SCC เป็นบริษัทที่มีความเปราะบางมากที่สุด โดยมีกำไรที่ลดลงราว 24% ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภค เช่น BGRIM และ GPSC ก็จัดอยู่ในกลุ่มบริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ดังกล่าวค่อนข้างสูงเช่นกัน

ธุรกิจสายการบินและการท่องเที่ยวยังเป็นอีกกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์นี้ โดย AAV มีความเสี่ยงที่กำไรอาจลดลงประมาณ 14% สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นด้านการเดินทางที่อ่อนตัวลงร่วมกัน ขณะที่ CENTEL, ERW, MINT และ AOT มีความเสี่ยงด้านกำไรลดลงในช่วงประมาณ6–8% สะท้อนความอ่อนไหวต่อความผันผวนของความต้องการเดินทางระหว่างประเทศ

อุตสาหกรรมที่เปราะบางมากที่สุด

ด้านความแข็งแกร่งของกลุ่มอุตสาหกรรมจากการประเมินผ่าน Stress Test Score พบว่า PR9, SPRC และ COM7 มีความแข็งแกร่งสูงสุด

ขณะที่บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงกว่าทั้งจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน หรือจากความอ่อนไหวต่ออุปสงค์ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ได้แก่กลุ่มท่องเที่ยว เช่น MINT, AOT และ ERW มีคะแนนต่ำ อ่อนไหวต่อการเดินทางระหว่างประเทศ ขณะที่บริษัทขนส่งอย่าง BTS และ AAV ต่ำจากความเสี่ยงต้นทุนพลังงานและความผันผวนเศรษฐกิจ

 

ในกลุ่มสาธารณูปโภค GPSC และ BGRIM ก็อยู่กลุ่มล่างของการจัดอันดับ เนื่องจากมีการพึ่งพาต้นทุนพลังงานในโครงสร้างต้นทุนค่อนข้างสูง

กลยุทธ์การลงทุน

จากผลการวิเคราะห์ Stress Test กับการปรับตัวของราคาหุ้นในตลาด BLS แนะนำมองใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่มที่ 1 : PR9, GULF, CPN, KTC และ WHA เป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความทนทานต่อความผันผวน แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงมากเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานสะท้อน

กลุ่มที่ 2 : SPRC, TOP, PTT, PTTGC และ GUNKUL เป็นกลุ่มบริษัทที่กำไรมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ผลบวกต่อกำไรยังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้นอย่างเต็มที่

กลุ่มที่ 3 : COM7, TFG, ADVICE และ MRDIYT เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบต่อกำไรค่อนข้างจำกัดภายใต้สมมติฐานใน Stress Test ขณะเดียวกันยังมีคะแนนความแข็งแกร่งทางการเงินในระดับสูง และราคาหุ้นยังคงยืนได้ค่อนข้างดีแม้ตลาดโดยรวมจะปรับตัวลง

สะท้อนถึงความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของธุรกิจ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในสภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง