ก.ล.ต. เดินหน้าผนึกหน่วยงานรัฐ ปิดช่องโหว่ “ทุนเทา” แฝงตัวผ่าน “ตลาดทุน คริปโท ด้าน รมว.คลัง ขีดเส้นสรุปแหล่งที่มา-เส้นทาง “เงินเทา” ต้นตอทำบาทแข็งภายในเดือนธ.ค.
KEY POINTS
- ก.ล.ต. เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี โดยใช้มาตรฐานสากล เช่น การตรวจสอบตัวตน (KYC) และการรายงานธุรกรรมมูลค่าเกิน 5 ล้านบาทให้ ปปง. เพื่อสกัดกั้นทุนสีเทา
- ก.ล.ต. ร่วมมือกับกระทรวงการคลัง, ธปท. และ ปปง. ในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อติดตามเส้นทางของ "เงินปริศนา" (NEO) และแหล่งที่มาของเงินทุนที่น่าสงสัย
- มีการประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อปิดกั้นเว็บไซต์และเพจที่อาจเป็นช่องทางฉ้อฉลผู้ลงทุน หรือใช้เป็นช่องทางของธุรกิจสีเทา
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีติดตาม “เงินปริศนา” หรือ Net Errors and Omissions (NEO) ว่า กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามกรณีดังกล่าว โดยมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ และได้มีการประชุมไปแล้วหนึ่งรอบแล้ว เพื่อติดตามและประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า การประชุมมุ่งเน้นการนำข้อมูลของแต่ละหน่วยงานมาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการติดตามข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของเงินทุน ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาในการเชื่อมโยงข้อมูล โดยทาง ก.ล.ต. พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการอย่างเต็มที่
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันและปรับปรุงข้อมูล พบว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่า ตัวเลข NEO ที่ปรับปรุงล่าสุดได้ลดลงแล้ว และไม่ใช่เงินเทาทั้งหมด ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในปัจจุบัน
นางพรอนงค์ ยังเน้นย้ำว่า การที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความสับสนในประเด็นดังกล่าวได้ แม้ตลาดทุนอาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเงิน NEO หรือ “ธุรกิจสีเทา” แต่ ก.ล.ต. ได้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล โดยเฉพาะใน “ธุรกิจคริปโทเคอเรนซี” (Cryptocurrency) ที่ขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงาน ก.ล.ต.
โดยมาตรการกำกับดูแลดังกล่าวประกอบด้วย การดำเนินการตามมาตรฐานสากล ทั้งการตรวจสอบตัวตน (KYC) กับทั้งผู้ให้บริการคริปโทฯ และธนาคารพาณิชย์ รวมถึงการรายงานธุรกรรมที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาทต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่ง ก.ล.ต. แสดงความเชื่อมั่นว่า “มาตรการกำกับดูแลธุรกิจสีเทาของ ก.ล.ต. เชื่อว่าสกัดกั้น และกลั่นกรองได้ไม่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์”
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสีเทาอาจใช้ช่องโหว่อื่น ๆ เช่น การฉ้อฉลผู้ลงทุนผ่านช่องทางไซเบอร์ หรือการตั้งโต๊ะแลกเปลี่ยนคริปโทเป็นเงินบาทในต่างประเทศ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อบล็อกเว็บไซต์และเพจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถลดปัญหาไปได้หลายกรณีแล้ว
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ย้ำว่า ตลาดทุนไทยมีระบบติดตามและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการดำเนินการผ่านธุรกิจโบรกเกอร์ที่เน้นความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และการที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกัน ทั้งด้านกฎหมายไซเบอร์ กฎหมายฟอกเงิน และกฎหมายตลาดทุน จะช่วยป้องกันการแฝงตัวของธุรกิจสีเทาในระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีตรวจสอบเส้นทางและแหล่งที่มาของเงินเทา ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the Dots) ร่วมระหว่างหลายหน่วยงานว่า ระบุว่า ได้มีการประชุมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งครั้งต่อไปจะต้องเชิญตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาร่วมประชุมด้วย เพื่อกำหนดกรอบกติกาการทำงานร่วมกัน
ทั้งนี้ ได้ตั้งกรอบการทำงานว่าจะต้องมีข้อสรุปภายในเดือนธ.ค. 2568 นี้ และนำรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจได้รับทราบด้วย
“การจะ connect the dot นั้น ต้องเชิญ ก.ล.ต. เชิญ ปปง. ซึ่งต้องดูแลในส่วนนี้ด้วย จะเป็นการมาตกลงกันว่าจะกำหนดกรอบกติกา การทำงานร่วมกันอย่างไร โดยให้กรอบแนวทางว่าต้องให้เสร็จภายในเดือนธ.ค. นี้ และมารายงานในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจด้วย”นายเอกนิติกล่าว





