ตลาดหุ้นไทย วันนี้ (6 มิ.ย.) ปิดตลาดลบ 4.20 จุด กังวลผลประกอบการ Q2

ตลาดหุ้นไทย วันนี้ (6 มิ.ย.) ปิดตลาดลบ 4.20 จุด กังวลผลประกอบการ Q2

"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (6 มิ.ย.) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,136.43 จุด ลดลง 4.20 จุด หรือ 0.37% "นักวิเคราะห์" ชี้ หุ้นไทยปรับตัวลงหลังนักลงทุนกังวลผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนและประเด็นเฉพาะตัว TOP

"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (6 มิ.ย.) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,136.43 จุด ลดลง 4.20 จุด หรือ 0.37% โดยดัชนีฯ เคลื่อนไหวผันผวนทั้งวัน ซึ่งทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,141.05 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,129.41 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 30,847.35 ล้านบาท

ตลาดหุ้นไทย วันนี้ (6 มิ.ย.) ปิดตลาดลบ 4.20 จุด กังวลผลประกอบการ Q2 ภาวะหุ้นไทยวันนี้ (6 มิ.ย.)

หุ้นไทยวันนี้ (6 มิ.ย.) ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. TOP ราคาปิด 27.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 5.17% มูลค่าซื้อขาย 1,562.64 ล้านบาท
  2. DELTA ราคาปิด 95.50 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ 2.30% มูลค่าซื้อขาย 1,413.04 ล้านบาท
  3. KBANK ราคาปิด 155.00 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.96% มูลค่าซื้อขาย 1,187.67 ล้านบาท
  4. GULF ราคาปิด 43.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.69% มูลค่าซื้อขาย 1,113.92 ล้านบาท
  5. PTT ราคาปิด 30.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.67% มูลค่าซื้อขาย 1,070.45 ล้านบาท

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลงตั้งแต่เช้าวันนี้ แม้จะมีข่าวดีเรื่องการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การลดความตึงเครียดทางการค้าในอนาคต และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกรวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักของการปรับตัวลงมาจากความกังวลเรื่อง "ผลประกอบการไตรมาส 2" ที่คาดว่าจะอ่อนแอ เนื่องจากเป็นช่วงหลังสงกรานต์ที่การใช้จ่ายและการบริโภคมักจะชะลอตัว รวมถึงการท่องเที่ยวที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของปี ซึ่งทำให้ไตรมาส 2 เป็นไตรมาสที่มักจะแย่ที่สุดของปีสำหรับบริษัทไทย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเฉพาะจากบริษัท Thai Oil หรือ TOP ที่มีประเด็นเรื่องการรั่วไหลของน้ำมัน ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องค่าปรับและการชดเชยต่างๆ ที่อาจต้องรับภาระ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้า นายกิจพณ มองว่า ตลาดยังคงมีแรงกดดันเนื่องจากดัชนีฯ ที่ปรับลงมาทำให้เกิดลักษณะการแกว่งตัวลง ประกอบกับผลประกอบการที่คาดว่าจะอ่อนแอในหลายกลุ่ม จึงทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยอาจจะเป็นการค่อยๆ สะสม โดยมีแนวรับที่ระดับ 1,120 จุดและ 1,094 จุดตามลำดับ

ในด้านคำแนะนำการลงทุน แนะนำให้มองหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ยังแข็งแกร่งกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเนื้อสัตว์ และกลุ่มโรงไฟฟ้าที่น่าจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดในระยะสั้นหนึ่งเดือนข้างหน้า สำหรับกลุ่มที่ผลประกอบการไม่ดีแต่ราคาปรับลงมากแล้ว อย่างกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่และท่องเที่ยว อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองระยะกลาง เนื่องจากราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มท่องเที่ยวปัจจุบันใกล้เคียงกับช่วงโควิดปี 2563 แต่ผลประกอบการครั้งนี้เป็นเพียงการชะลอจากปีที่แล้ว ไม่ถึงขั้นขาดทุนเหมือนในช่วงโควิด