วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

From MAGA (Make America Great Again) to MALA (Make America Lost Again)

From MAGA (Make America Great Again) to MALA (Make America Lost Again)

ตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นถูกขับเคลื่อนจากนโยบาย Trump โดยประเด็นด้าน Tariff การขึ้นภาษีนำเข้า 25% จากแคนาดาและเม็กซิโก ขณะที่จีนถูกเก็บที่ 10% มองว่าไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดไว้ ขณะที่ความเสี่ยงด้านความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลงหลังจากการพยายามเจรจาเพื่อสันติภาพ

เมื่อดูผลตอบแทนของตลาดหุ้นในเดือนกุมภาพันธ์มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายเรื่อง ข้อมูล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025 จาก Bloomberg ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลงเกือบ 3% ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงกว่า 5.5% เนื่องจากการเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ภายหลังการประกาศงบการเงินไตรมาสล่าสุด แม้ว่าจะออกมาดีกว่าคาดแต่การเติบโตที่อาจจะไม่ได้หวือหวาหรือสร้างความเซอร์ไพรส์ให้นักลงทุนได้มากนัก ทั้งนี้ถ้านับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาให้ผลตอบแทนที่เป็นลบแล้ว สวนทางกับดัชนีหุ้นจีน H-share ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 16% ตามมาด้วยตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวขึ้น 3.5% ดัชนี Euro Stoxx 50 ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 25 ปี

ในด้านตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ นั้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 4.5% มาอยู่ที่ระดับ 4.22% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นอายุ 3 เดือนนั้นอยู่ที่ 4.3% นั้นหมายความว่าภาวะ Inverted yield curve กลับมาอีกครั้ง ซึ่งทำให้ความกังวลด้านเศรษฐกิจชะลอตัวกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง แน่นอนว่าทองคำก็สามารถปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งก่อนเริ่มเห็นแรงเทขายในช่วงปลายเดือน

นับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นถูกขับเคลื่อนจากสามสี่ปัจจัย 1.นโยบายของ Trump โดยประเด็นด้าน Tariff ที่ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ การขึ้นภาษีนำเข้า 25% จากแคนาดาและเม็กซิโก ขณะที่จีนถูกเก็บที่ 10% ซึ่งถูกมองว่าไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ความเสี่ยงด้านความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลงหลังจากการพยายามเจรจาเพื่อสันติภาพ 

2.การมาของ Deepseek ทำให้ภาพ การลงแข่งขันด้าน AI เปลี่ยนไปและเกิดความน่าสนใจในเทคโนโลยีจีน รวมถึงท่าทีของผู้นำจีนที่เปลี่ยนไปในทางบวกต่อบริษัทเทคโนโลยีจีนผลักดันให้หุ้นจีนฟื้นตัวอย่างโดดเด่น 3. Trump trade fading, ธีมการลงทุน US exceptionalism มีมุมมองที่เปลี่ยนไป ขณะที่หุ้น 7 นางฟ้าของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมากกว่าตลาด 

4.ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่กลับมาเพิ่มขึ้น และการคาดการณ์ว่าผลกระทบจาก Tariff ในช่วงข้างหน้าจะเป็นความเสี่ยงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัวลงเกิดความกังวลว่าจะเกิดภาวะ Stagflation เมื่อกลับมามองมุมมองคำแนะนำที่เราเคยให้ไว้ว่าปีนี้อาจจะเป็นปีที่ความผันผวนสูงขึ้นจากนโยบายต่างๆ รวมถึงการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมาเยอะมีโอกาสจะถูกขายทำกำไรหรือปรับลดน้ำหนักลงได้ 

ตลาดหุ้นยุโรปและตลาดหุ้นจีนจะยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้หรือไม่

เมื่อมองการฟื้นตัวของตลาดหุ้นยุโรปในช่วงปีนี้จะเห็นว่ามาจากการที่ตลาดหุ้นยุโรปนั้นค่อนข้าง underperform ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มาหลายปี ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองในประเทศและการขาดกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมชั้นนำที่ตามหลังสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนให้น้ำหนักต่อการลงทุนในหุ้นยุโรปที่น้อยทำให้เมื่อเริ่มมีเม็ดเงินไหลกลับเข้าไปเนื่องจากภาพความกังวลด้านสงครามที่ลดลง กับ valuation ที่ถูกทำให้เรามองว่าการฟื้นตัวนั้นผ่านช่วงที่ฟื้นตัวง่ายไปแล้วหลังจากนี้จะมีความยากมากขึ้น ทั้งนี้ยุโรปยังคงมีความท้าทายจากหลายปัจจัย เช่น ประชากรสูงวัย ต้นทุนแรงงานและพลังงานที่สูง อัตราการเติบโตของผลิตภาพที่ซบเซา และรวมถึงปัญหาเดิมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่อ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นนักลงทุนจากสหรัฐฯ และเอเชียเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านตลาดหุ้นจีนอาจจะแตกต่างจากหุ้นยุโรปและยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้มากกว่า สาเหตุสำคัญคือ ท่าทีของผู้นำจีนที่เปลี่ยนไปและด้วยเทคโนโลยีด้าน AI ที่แข่งขันกับสหรัฐฯได้ ซึ่งมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทั้งนี้นักลงทุนเริ่มตั้งความหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลจีนก่อนการประชุม สภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ในเดือนมีนาคม โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มบริโภคที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการใช้จ่ายของรัฐบาล แม้ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ลดลง และโครงสร้างประชากรที่ถดถอย แต่มุมมองทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นชี้ให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะซบเซา แต่ตลาดหุ้นก็ยังสามารถเกิดแรงส่งขึ้นเป็นรอบ ๆ ได้ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจจะออกมาเป็นรอบๆ ได้ ดังนั้น เมื่อกระแส AI เริ่มลดความร้อนแรง นักลงทุนอาจหันกลับมาให้ความสนใจกับนโยบายกระตุ้นการบริโภคของจีน โดยเฉพาะมาตรการ Trade-in ที่ช่วยให้ยอดขายรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลนี้จัดทำโดยอาศัยที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฎขณะจัดทำ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน