ที่ปรึกษาการเงินอิสระของ "เน็กซ์ พอยท์" มีมุมมองแต่แผนเพิ่มทุนเฉพาะเจาะจงให้ "คณิสสร์ ศรีวชิระประภา" ในราคา 1.60 บาทต่อหุ้นว่า ไม่ควรอนุมัติเพราะต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมที่ 2.01 บาท ทว่าชี้เหตุขายถูกเพราะต้องการจูงใจ และหากขายไม่สำเร็จอาจฉุดมูลค่าทางบัญชีในอนาคต
บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) (NEX) เผยแพร่เอกสารรายงานความเห็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) โดย บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกัน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการ NEX ครั้งที่ 7/2567 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 และสารสนเทศเกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกันฉบับแก้ไข เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567
โดยที่ประชุมคณะกรรมการ NEX มีมติเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2567 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12 กันยายน 2567 เพื่อพิจารณาและอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จำนวน 8,837,309,596 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 2,021,827,399 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 10,859,136,995 บาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 8,837,309,596 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท
ทั้งนี้ในการพิจารณาเพิ่มทุนข้างต้น ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 75,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท เพื่อขายแบบเฉพาะเจาะจงให้บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) 1 ราย ได้แก่ นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา กำหนดราคาเสนอขายเท่ากับหุ้นละ 1.60 บาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 120,000,000 บาท
อีกทั้งเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทที่จัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (รายการ NEX-WA) จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทจำนวนไม่เกิน 375,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิ NEX-WA (โดยไม่คิดมูลค่า) จำนวน 75,000,000 หน่วย ซึ่งจะออกและจัดสรรให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) กล่าวคือ นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ใบสำคัญแสดงสิทธิ NEX-WA มีอายุการใช้สิทธิ 3 ปี มีอัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วย ต่อหุ้นสามัญ 5 หุ้น โดยมีราคาการใช้สิทธิเท่ากับ 8.00 บาทต่อหน่วย (เทียบเท่าราคาการใช้สิทธิ 1.60 บาทต่อหุ้น)
และยังรองรับการเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยไม่จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นที่จะทำให้บริษัท มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (Preferential Public Offering : PPO) รวม 2 รอบ รอบแรก 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ และรอบสอง 1 หุ้นเดิมต่อ 1.5 หุ้นใหม่ โดยมีราคาเสนอขายหุ้นละ 1.00 บาท
- ราคาขาย 1.60 บาท ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม
ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระพิจารณาแล้วเห็นว่าการประเมินมูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญของบริษัทด้วยวิธีมูลค่าทางบัญชีและวิธีปรับปรุงมูลค่าทางบัญชี ที่มีมูลค่ายุติธรรมเท่ากับ 2.01 บาทต่อหุ้นเป็นวิธีที่เหมาะสมตาม เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับบุคคลในวงจำกัดที่ราคาหุ้นละ 1.60 บาทต่อหุ้น
รวมถึงการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิแบบไม่คิดมูลค่าโดยมีราคาการใช้สิทธิเท่ากับ 8.00 บาทต่อหน่วย (เทียบเท่าราคาการใช้สิทธิ 1.60 บาทต่อหุ้น) ให้กับบุคคลในวงจำกัดในครั้งนี้ ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระจึงมีความเห็นว่าเป็นการทำรายการที่ไม่เหมาะสมทางด้านราคา เนื่องจากเป็นการเสนอขายที่ต่ำกว่าราคายุติธรรม
- ผู้ถือหุ้นควรใช้ราคาบนกระดานร่วมพิจารณาด้วย
อย่างไรก็ตามผู้ถือหุ้นของบริษัทควรพิจารณาราคาหุ้นสามัญของบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงอีกครั้ง เนื่องจากในขณะที่ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระได้จัดทำรายงานฉบับนี้ พบว่าราคาหุ้นสามัญของบริษัทต่ำกว่าราคาที่เสนอขายให้กับบุคคลในวงจำกัดที่ราคา 1.60 บาทต่อหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หากบริษัทดำเนินการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทให้กับนักลงทุนในราคาที่สูงกว่า 1.60 บาทต่อหุ้น อาจจะไม่สามารถจูงใจนักลงทุนให้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนและรวมถึงการใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิได้
- ถ้าขายไม่สำเร็จมีผลกระทบเชิงลบ
นอกจากนี้หากบริษัทไม่ประสบความสำเร็จในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทจนอาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้ โดยหากผลกระทบจากความเชื่อมั่นและสภาพคล่องทางการเงินดังกล่าวเกิดขึ้นจนบริษัทประสบปัญหาการขาดทุนจากการดำเนินงาน ก็จะส่งผลให้มูลค่าทางบัญชีของบริษัทลดลงได้ในอนาคต
- สรุปความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ
ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระมีความเห็นว่า ผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกันในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจอนุมัติหรือไม่อนุมัติการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกันในครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นสำคัญ
บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของบริษัทขอรับรองว่าได้ทำหน้าที่ศึกษา พิจารณา และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างตันตามมาตรฐานวิชาชีพ และได้ให้เหตุผลบนพื้นฐานของความสมเหตุสมผลและการวิเคราะห์อย่างเที่ยงธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นบริษัทเป็นสำคัญ





