3 ปัจจัยหนุนรายย่อย 'ญี่ปุ่น’ เชื่อมั่นตลาดหุ้น เม็ดเงินไหลเข้าแม้ดัชนีดิ่งหนัก

3 ปัจจัยหนุนนักลงทุนรายย่อย 'ญี่ปุ่น’ เชื่อมั่นในตลาดหุ้น หลังตลาดดิ่งกว่า 12% ผันผวนหนักสุดใน 'แบล็กมันเดย์’ แต่เงินทุนในประเทศสวนกลับเข้า 'ตลาดเงิน-ตลาดทุน'ตอนราคาตก
สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานความเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายย่อยในญี่ปุ่นหลังจากที่ดัชนีนิกเกอิ 225 ร่วงลง 12.40% หนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 5 ส.ค.ในปรากฏการณ์แบล็กมันเดย์ (Black Monday)
ชายวัย 35 ในโตเกียว หรือ R.I. เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานเพื่อดูข่าวหุ้นญี่ปุ่นที่กำลังดิ่งเหวจากหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่ง R.I. เป็นหนึ่งในนักลงทุนรายย่อยชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่ตกใจกับความผันผวนของตลาดล่าสุด ซึ่งรุนแรงกว่าตลาดหลักอื่นๆ
R.I. บอกว่า 1 ใน 4 ของการลงทุนของเขาอยู่ในกองทุนหุ้นสหรัฐส่วนที่เหลืออยู่ในหุ้นรายตัวของญี่ปุ่น โดยเริ่มลงทุนผ่านแผนลดหย่อนภาษี Nippon Individual Savings Account (NISA) เมื่อ 5 ปีที่แล้ว และเริ่มลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย NISA เวอร์ชั่นใหม่
'3 ปัจจัย'หนุนรายย่อยญี่ปุ่นเชื่อมั่นตลาด
บริษัทหลักทรัพย์ญี่ปุ่นระบุว่า นักลงทุนรายย่อยยังคงมีความเชื่อมั่นในหุ้นญี่ปุ่น โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ปัจจัยสำคัญด้วยกัน
1.สิทธิประโยชน์ของโครงการ NISA
โครงการ NISA ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ ส่งเสริมให้ครัวเรือนจำนวนมากนำเงินสดและเงินออมมูลค่า 1,050 ล้านล้านเยน (ราว 248.5 ล้านล้านบาท) ไปลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม NISA แบบใหม่ซึ่งมีสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยกเว้นภาษีเงินได้จากการลงทุน สามารถดึงดูดนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศรายใหม่และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งผลักดันให้ตลาดพุ่งขึ้น
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นสำหรับการเกษียณอายุ เนื่องจากเงินบำนาญอาจไม่เพียงพอ สอดคล้องกับแนวคิด "ทุนนิยมใหม่" ของนายกรัฐมนตรีคิชิดะ ที่ต้องการสร้างสังคมที่ความมั่งคั่งกระจายไปสู่ประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มคนรวยเท่านั้น
โตโมชิกะ คิตาโอกะ หัวหน้านักยุทธศาสตร์หุ้นญี่ปุ่นของโนมูระ ซีเคียวริตี้กล่าวว่า กองทุนรวมในประเทศและต่างประเทศมีเงินทุนไหลเข้ารายวันจากนักลงทุนรายย่อยชาวญี่ปุ่นในวันที่ 5 และ 6 ส.ค. โดยกองทุนในประเทศมีเงินทุนไหลเข้ามากกว่า สะท้อนการเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาตกต่ำ
กองทุนรวมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศญี่ปุ่นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนคือ กองทุนที่ติดตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เช่น Nikkei หรือ Topix และ กองทุนที่เน้นให้ผลตอบแทนสูง เช่น กองทุนปันผลสูง หรือ กองทุนที่ได้ประโยชน์จากความอ่อนค่าของเงินเยน
คิตาโอกะ เผยว่าในตอนแรกค่อนข้างกังวลใจเกี่ยวกับนักลงทุนใน NISA เนื่องจากดัชนี Topix จะร่วงลงอย่างหนักกว่า 20% และค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้น แต่ค่อนข้างประหลาดใจเพราะเม็ดเงินยังคงไหลเข้าสู่ทั้ง 2 ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเยอะพอกับเงินทุนที่ไหลออก
นักลงทุนรายย่อยชาวญี่ปุ่นยังคงซื้อหุ้นญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์โตเกียวพบว่า นักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นญี่ปุ่นมูลค่าสุทธิ 481.8 พันล้านเยน ในช่วงวันที่ 29 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม
2. มองเป็นการ'ลงทุนระยะยาว'
ชินโก อิเดะ หัวหน้านักยุทธศาสตร์หุ้นของสถาบันวิจัย NLI ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน โดยสรุปได้ว่า นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ยังคง ให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวมากกว่าที่คาดไว้ มากกว่าที่จะตอบสนองต่อความผันผวนในระยะสั้น
ฮาเซ็น คุนิยามะ อดีตผู้ประกาศข่าวที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นยูทูบเบอร์ด้านการเงินส่วนบุคคล ได้สังเกตเห็นว่า ผู้ชมให้ความสนใจกับความผันผวนของตลาดการเงินเป็นอย่างมาก และต้องการทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความผันผวนดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้ชมยังตระหนักดีว่าการลงทุนเป็นเรื่องระยะยาว
3.การพยายามลดความผันผวน
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีท่าทีที่แข็งกร้าวการตัดสินใจทางนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นและเกิดการขายทิ้งอย่างหนักในญี่ปุ่นและบางส่วนในสหรัฐ พร้อมกับดัชนี Nikkei ร่วงลง 20% ก่อนที่จะรีบาวด์ในวันที่ 6 ส.ค.
สัปดาห์ที่ผ่านมา ชินอิจิ อุชิดะ รองผู้ว่า BOJได้ออกมาให้สัญญาณว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะไม่เร่งรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง การประกาศนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความกังวลของนักลงทุนและช่วยให้ตลาดกลับมาสู่ภาวะเสถียร ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล เรียกร้องให้นักลงทุนตัดสินใจทางการเงินอย่างรอบคอบ
นักลงทุนรายย่อย R.I.มองว่าการสื่อสารของ BOJ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเห็นของผู้ว่าการคาซึโอะ อุเอดะ ที่เปิดช่องให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมนั้น ส่งผลเสียต่อความพยายามในการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในบริษัทญี่ปุ่น
แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนจากนโยบายของ BOJ แต่ R.I. ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทเหล่านี้ โดยความผันผวนของตลาดในปัจจุบันเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อหุ้นในราคาที่น่าสนใจ และพร้อมที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นหากมีโอกาส
"ผมคิดว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีมากเพราะมีการริเริ่มต่างๆ โดยมองว่าการปรับปรุงอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวผลักดันนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีความน่าสนใจ" R.I.กล่าว







