“ดีเอสไอ” รุกคืบส่งฟ้องผู้ต้องหาคดีทุจริต “หุ้นมอร์” ชุดใหญ่ ล่าสุดคุมตัว “กลุ่มพรประภา” ส่งศาลอาญาแล้ว หลังออกหมายจับเหตุเบี้ยวนัด พร้อมเตรียมส่งตัวกลุ่มผู้บริหารคนดัง “สมนึก ตงฮั้ว-เฮียม้อ” เข้าสู่กระบวนการศาล 16 ก.พ. นี้ เผยบทเรียน “โมเดลปล้นโบรก” เขย่าเชื่อมั่นตลาดทุนไทย
ความคืบหน้าคดีทุจริตการซื้อขายหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE เดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญของกระบวนการยุติธรรม หลังพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องและควบคุมตัวผู้ต้องหากลุ่มสำคัญเข้าสู่ชั้นศาล ท่ามกลางการติดตามใกล้ชิดจากนักลงทุนและตลาดทุน ถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและมาตรการป้องกันเหตุลักษณะเดียวกันในอนาคต
เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 3 เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าคดีหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ว่า ช่วงเที่ยงวานนี้ (13 ม.ค.) พนักงานอัยการได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวรวม 3 ราย ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา นายอธิภัทร พรประภา และ นางอรพินธุ์ พรประภา ส่งฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว ล่าสุดศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว 3 ผู้ต้องหาตระกูล "พรประภา"
โดย นายเอกภัทร พรประภา หรือ คิม หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการ เพื่อรับทราบความคืบหน้า และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยมีผู้ต้องหาอีก 2 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัว เดินทางมารายงานตัวพร้อมกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ โดยภายหลังการเข้าพบอัยการ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางไปยังศาลอาญา เพื่อยื่นฟ้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดในการซื้อขายหุ้น MORE อย่างเป็นทางการตามกระบวนการยุติธรรม
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนหลังจากการยื่นฟ้อง รวมถึงการพิจารณาในชั้นศาล ยังอยู่ระหว่างดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนในคดีดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีนี้รวมทั้งหมด 42 คน ซึ่งมีการส่งตัวไปยังพนักงานอัยการแล้ว 28 คน
ส่วนความคืบหน้าของผู้ต้องหา 3 คนสำคัญในกลุ่ม “พรประภา” ที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา นายอธิภัทร พรประภา และ นางอรพินธุ์ พรประภา ซึ่งทางพนักงานอัยการได้ทำหนังสือแจ้งมายัง DSI เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินการนำตัวผู้ต้องหากลุ่มดังกล่าวมาส่งฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางมาตามกำหนดนัดพนักงานอัยการเมื่อ 5 ม.ค.2569
ทาง DSI จึงได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับเมื่อ 12 ม.ค.2569 ขณะนี้ได้ติดตามตัว และประสานงานเพื่อส่งผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย มาส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการตามขั้นตอนกฎหมาย
สำหรับกระแสข่าวที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหาบางรายอาจหลบหนีออกนอกประเทศ หากมีการหลบหนีจริงกระบวนการหลังจากที่อัยการสั่งฟ้องแล้ว จะเป็นขั้นตอนของการใช้ กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดี
นอกจากนี้ 16 ก.พ. 2569 จะมีนัดส่งตัวผู้ต้องหาอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ (สมนึก ตงฮั้ว), นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ (เฮียม้อ) และ นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ เข้าสู่กระบวนการศาลเช่นกัน หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มี ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีโอกาสนำหลักฐานมาหักล้าง เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำพิพากษาต่อไป
นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า หุ้น MORE เป็นหนึ่งในบทเรียนที่รุนแรงซับซ้อนที่สุดตลาดทุนไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะของคดีดังกล่าวแตกต่างจากคดีหุ้นฉาวในอดีต และถือเป็นการยกระดับกลโกงขึ้นไปอีกขั้น
โดยความน่ากลัวกรณี MORE อยู่ที่การผสมผสานระหว่างการใช้ “เครดิต” และ “ช่องว่างของระบบ” อย่างแยบยล ผู้กระทำผิดอาศัยความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือชื่อเสียงตระกูล เพื่อสร้างความมั่นใจเป็นกลุ่มคนที่ไม่น่าจะโกง ขณะเดียวกันยังใช้ช่องว่างของกฎหมาย กลไกตลาด และเทคโนโลยี รวมถึงการใช้เครดิตในการกู้เงิน เพื่อนำเงินออกจากระบบโบรกเกอร์ในวงกว้าง
กรณี MORE ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างการกำกับดูแลตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้าขาดประสิทธิภาพ การลงโทษที่เกิดขึ้นหลังผู้กระทำผิดหลบหนี หรือใช้เวลานานหลายปี ไม่สามารถช่วยเยียวยาความเสียหายได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากคดีหุ้นฉาว อย่าง MORE รวมถึง กรณีอื่น ๆ เช่น STARK, EARTH และ JKN ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับภาวะ “ความไม่เชื่อมั่น” ทั้งในแง่สภาพคล่องที่ลดลง นักลงทุนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่และผู้เล่นรายใหญ่ เลือกย้ายเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ความน่าสนใจตลาดหุ้นไทยโดยรวมก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ให้มุมมองว่า คดีนี้จะนำไปสู่การ “จัดระเบียบใหม่” ในฝั่งของบริษัทหลักทรัพย์ โดยเฉพาะการอนุมัติวงเงินซื้อขายขนาดใหญ่ ระดับ 50-100 ล้านบาท ที่ต่อจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินและสินทรัพย์อย่างเข้มงวดมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบตลาดทุนในอนาคต
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการพิเศษในการควบคุมบัญชีและตรวจสอบกระแสเงิน เพื่อสร้างเกราะป้องกันความปลอดภัยและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง





