ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร กัลฟ์ ที่ “A+” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ที่ “A” และแนวโน้ม “Stable” หรือคงที่ สะท้อนผู้นำในธุรกิจผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย
บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (ทริสเรทติ้ง) เปิดเผยว่า ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่ระดับ “A+” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับ “A” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ทั้งนี้ อันดับเครดิตหุ้นกู้ที่ต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กรอยู่ 1 ขั้นนั้นสะท้อนการด้อยสิทธิทางโครงสร้างในสิทธิเรียกร้องของผู้ถือหุ้นกู้เมื่อเทียบกับเจ้าหนี้เงินกู้ของบริษัทย่อยของบริษัท
ทั้งนี้ อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะของบริษัทที่เป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจผลิตไฟฟ้าของไทย ตลอดจนการลงทุนมีการกระจายตัวดี ผลงานในการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับ รวมถึงกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ในระดับสูงจากการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. อันดับเครดิต “AAA/Stable”)
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวก็ลดทอนลงจากความเสี่ยงอันเนื่องจากการลงทุนต่างประเทศของบริษัท และภาระหนี้สินที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วงขยายการลงทุน
โดย กัลฟ์มีสถานะเป็นผู้นำตลาด ณ ธ.ค. 2566 มีกำลังผลิตติดตั้งตามสัดส่วนลงทุนโรงไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 12,552 เมกะวัตต์ ซึ่งจำนวน 6,733 เมกะวัตต์ มาจากโรงไฟฟ้าที่เปิดแล้ว ด้วยความสามารถการแข่งขันที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใต้นโยบายรับซื้อพลังงานหมุนเวียนล็อตใหญ่ในประเทศขนาดประมาณ 1,800 เมกะวัตต์ โดย 2 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พ่วงแบตเตอรี่ มีกำหนดเปิดดำเนินงานช่วงปี 2567-2572
ทั้งนี้ กำลังผลิตใหม่ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสัดส่วนจากพลังงานหมุนเวียนสูงขึ้นเกินกว่า 30% ของกำลังการผลิตรวมของโรงไฟฟ้าของบริษัทที่เปิดดำเนินงานแล้วภายในปี 2578 จากประมาณ 8% ในปัจจุบัน
ส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้านอกจากจะมีขนาดใหญ่แล้ว ยังมีกระจายตัวที่ดีอีกด้วย ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงถือเป็นสินทรัพย์หลักในการผลิตไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วน 92% ของกำลังผลิตตามสัดส่วนลงทุนทั้งหมดในโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินงานแล้วหรืออยู่ที่ขนาด 6,165 เมกะวัตต์
ขณะที่ กำลังผลิตส่วนที่เหลืออีก 568 เมกะวัตต์ มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และ เยอรมนี





