วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจพีมอร์แกน เตือนทั่วโลกไม่พร้อมรับมืออัตราดอกเบี้ยเฟด

เจพีมอร์แกนเตือนทั่วโลกไม่พร้อมรับมืออัตราดอกเบี้ยเฟด หวั่นเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 7% ขณะที่ส่งออกเดือน ส.ค. เริ่มมีสัญญาณบวกแต่ยังน่ากังวลจากนำเข้าที่หดตัวแรง

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า เจพีมอร์แกนเตือนทั่วโลกไม่พร้อมรับมืออัตราดอกเบี้ยเฟด โดยสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 7% ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในเวลาเดียวกับที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับสูง (Stagflation) 

ขณะเดียวกันส่งออกส.ค.เริ่มมีสัญญาณบวกแต่ยังน่ากังวลจากนำเข้าที่หดตัวแรง ตัวเลขส่งออก ส.ค. กลับมาเติบโต +2.6% YoY ขณะที่นำเข้า -12.8% โดยสินค้าเกษตรขยายตัว +4.2% อุตสาหกรรมเกษตร -7.6% สินค้าอุตสาหกรรม +2.5% 

โดยภาพรวมถือว่าภาพการส่งออกของไทยในเดือนส.ค. ดีกว่าประเทศอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่การส่งออกยังติดลบ 

  • อินเดีย -6.9%
  • ไต้หวัน -7.3%
  • เกาหลีใต้ -8.3%
  • จีน -8.8%
  • สิงคโปร์ -12.6%
  • มาเลเซีย -21.2%
  • อินโดนีเซีย -21.2% 

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่โตดี ได้แก่ 

  • รถยนต์และส่วนประกอบ +5.2%
  • แผงวงจรไฟฟ้า +39.8% 
  • เครื่องจักรกล +6.4% 
  • โทรศัพท์ และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ +74.5%

ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่โตดี ได้แก่ 

  • ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง +99.8%
  • ข้าว +10.8%
  • สิ่งปรุงรสอาหาร +28.6%
  • ผักกระป๋องและแปรรูป +26.5%
  • นมและผลิตภัณฑ์นม +13.2%

สำหรับสินค้าเกษตรที่ชะลอตัวลง ได้แก่ 

  • ยางพารา -32.9%
  • มันสำปะหลัง -12.8% 

อาหารทะเลประป๋องและแปรรูป -9.7% 

  • น้ำตาลทราย -23.1% 
  • ไก่แปรรูป -12.8%

อาหารสุนัขและแมว ส.ค. -13.6% จาก ก.ค.ที่ -15.4%

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระดับสูง ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลประกอบการไม่แน่นอน ความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้น (Earnings yield gap: EYG) ที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรในช่วงนี้ สร้างแรงกดดันต่อภาพการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก และทำให้เกิดความเสี่ยงการปรับฐานแรงในหุ้นที่แนวโน้มกำไรอ่อนแอหรืออาจจะปรับลดลงในอนาคต

ซึ่งมองภาพการปรับประมาณการจะนิ่งมากขึ้นหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/66 ในช่วง ต.ค.-ต้นพ.ย. อย่างไรก็ตามในระยะสั้น ตลาดอาจถูกถ่วงจากแรงทำกำไร ทำให้ในเชิงกลยุทธ์ต้องเน้นหุ้นที่มีความเสี่ยงปรับประมาณการกำไรต่ำ หรือมีแนวโน้มกำไรช่วงครึ่งปีหลัง หรือในระยะยาวที่แข็งแรง รวมถึงอาจมองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทที่มีโอกาสอ่อนค่าในระยะกลาง-ยาว อาทิ การแพทย์ สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร/เกษตร

โดยกลยุทธ์การลงทุนยังเน้นเก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุน ช่วงสั้นอาจผันผวนจากการประชุมกนง. ซึ่งมองตลาดจะตอบรับเป็นลบไม่ว่าขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้น คาดขึ้น 0.25% ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายไทย-สหรัฐฯ ที่กว้าง จะยังเป็นปัจจัยกดดันเงินทุนไหลออกที่กระทบหุ้นใหญ่ ทำให้การลงทุนจะอยู่ในรูปของการเก็งกำไรจนกว่าจะเห็นประมาณการกำไรบจ.ปรับขึ้นอย่างชั้ดเจน 

ทั้งนี้ หุ้นเด่นที่ชอบในช่วง ก.ย.-ธ.ค. ได้แก่ PTTEP, TOP, PTG, OR , CPAXT, TIDLOR , AOT, AWC, SPA , CPN, AP