วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SINGER โชว์ผลงาน 2/66 ดิ่งเหวขาดทุน 2,396 ลบ. ยอดขายสินค้าลด ค่าใช้จ่ายเพิ่ม

SINGER โชว์ผลงาน 2/66 ดิ่งเหวขาดทุน 2,396 ล้านบาท เหตุยอดขายสินค้าลด ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขณะที่สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทฯ ลดฮวบ 5,642 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปี 2565

นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/66 ขาดทุนสุทธิ 2,395.98 ล้านบาท โดยกำไรลดลง 2,661 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 212 ล้านบาท ลดลง 687 ล้านบาท หรือ 76.4% นอกจากนี้งวด 3 เดือน และ 6 เดือน ต้นทุนทางการเงินลดลง 27 ล้านบาท  21.6% และ 50 ล้านบาท หรือ 20.2% ตามลาดับ เนื่องจากบริษัทมีการจ่ายคืนหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดชำระในระหว่างงวด

สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ จำนวน 3,239 ล้านบาท โดยกำไรลดลง 3,270 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ ลดลงจำนวน 630 ล้านบาท หรือ 44.2% และ 957 ล้านบาท หรือ 36.3% ตามลำดับ 

ส่วนรายได้จากการขายสำหรับงวด 3 เดือน และงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 รายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทฯลดลงจำนวน 687 ล้านบาท หรือ 76.4% และ 1,180 ล้านบาท หรือ 74.0% ตามลำดับ ซึ่งการลดลงที่สำคัญสำหรับงวด 3 เดือน และงวด 6 เดือนมาจากการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลง จำนวนพนักงานขายแฟรนไชส์ลดลง และเนื่องจากบริษัทย่อยมีการเปลี่ยนนโยบายในการปล่อยสินเชื่อให้มีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมคุณภาพหนี้

ขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารสำหรับงวด 3 เดือนและ 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นจำนวน 10 ล้านบาท หรือ 2.2% และ ลดลงจำนวน 36 ล้านบาท หรือ 4.2%  โดยต้นทุนในการจัดจำหน่ายลดลงจำนวน 104 ล้านบาท ในงวด 3 เดือน และ 149 ล้านบาท ในงวด 6 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพิ่มขึ้นจำนวน 114 ล้านบาท ทั้งในงวด 3 เดือนและ 6 เดือน เนื่องจากบริษัทมีการตั้งสำรองการด้อยค่าในสินทรัพย์ถาวร 59 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายอื่นที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานลดลงจำนวน 10 ล้านบาท ในงวดสามเดือนและ 21 ล้านบาทในงวด 6 เดือนตามลำดับ

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่า จะเกิดขึ้นสำหรับงวด 3 เดือน และ 6 เดือน เกิดขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจำนวน 2,898 ล้านบาท และ 3,795 ล้านบาท เนื่องจากในระหว่างงวดบริษัทย่อยได้มีการตัดหนี้สูญกลุ่มลูกหนี้ด้อยคุณภาพของสัญญาเช่าซื้อที่บริษัทได้ติดตามทวงถามและพิจารณาแล้วว่าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นจำนวนเงินของลูกหนี้สุทธิหลังจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 917 ล้านบาท และบริษัทย่อยได้บันทึกผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอและเหมาะสมต่อความเสี่ยงที่คาดว่า จะเกิดจากลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสพคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต และลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต โดยเป็นผลจากการสิ้นสุดโครงการให้ความช่วยเหลือจากผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยิ่งกว่านั้นบริษัทมีการพิจารณาการตั้งสำรองสำหรับกลุ่มลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น

ทั้งนี้ สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทฯ เปลี่ยนแปลงลดลงจำนวน 5,642 ล้านบาท หรือ 21.8% เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปี 2565