"บลจ.“ มองบวก”หุ้นไทย“หลังเลือกตั้ง กองทุนซื้อสุทธิเดือนนี้ 1.5 หมื่นล้าน ”บลจ.กสิกรไทย" ลุ้นรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ หนุนเชื่อมั่นนักลงทุน เดินหน้าเศรษฐกิจไทย ชิงจังหวะปรับพอร์ตเข้าสะสมหุ้นเด่น คงเป้าดัชนีฯ ปีนี้ 1,750 จุด
"ดัชนีหุ้นไทย" เดือนพ.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี ถึงระดับ2.50% หรือ 38.28 จุด (ณ 11 พ.ค.) ด้วยแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ เพียงกลุ่มเดียว โดยมียอดซื้อสุทธิ 15,337.38 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 10,883.77 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,824.55 ล้านบาท และบัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,629.06 ล้านบาท
หากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (11 พ.ค.) พบว่า นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 21,679.50 ล้านบาท โดยเริ่มซื้อสุทธิในเดือนก.พ. มูลค่า 13,785.61 ล้านบาท ,เดือนมี.ค.ซื้อสุทธิ 16,005.61 ล้านบาท, เดือนเม.ย.ซื้อสุทธิ 821.92 ล้านบาท แต่เดือนม.ค.ขายสุทธิ 24,271.01 ล้านบาท
นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า เรายังมีมุมมองหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งว่า หากรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ดีหากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า อาจทำให้ยังไม่เห็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆออกมาในระยะสั้น
ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวต่อในปีนี้ คือ ภาคการท่องเที่ยวและการบริโภค นักวิเคราะห์คาด จีดีพี ปีนี้โต 3.6%-3.7% โดยครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ขณะที่ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมาจากภาคการส่งออกที่ติดลบจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว แต่เริ่มติดลบน้อยลงในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับเรายังคงใช้กลยุทธ์การปรับสัดส่วนการถือครองเงินสด เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดหุ้นไทย และใช้กลยุทธ์จับจังหวะเข้าสะสมหุ้นที่น่าสนใจในช่วงตลาดผันผวน รวมทั้งขายทำกำไร และปรับลดน้ำหนักการลงทุน เมื่อราคาหุ้นที่ปรับสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก หรือมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงปรับตัวลงไปจากที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตามบลจ.กสิกรไทยยังคงเป้าดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้ที่ 1,750 จุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และทิศทางนโยบาย รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยกลุ่มหุ้นน่าสนใจหลังเลือกตั้ง ได้แก่ 1.กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเปิดประเทศ และการฟื้นตัวเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มค้าปลีก ,กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ,ขนส่ง อสังหาเพื่อการพาณิชย์ ,ธนาคารพาณิชย์ และโทรคมนาคม 2.กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค อาหารและเครื่องดื่ม
“การลงทุนหลังเลือกตั้งนั้นจะเน้นเลือก หุ้นพื้นฐานดี ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มกำไรเติบโตดีกว่าคาด ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ต้นทุนการดำเนินงานลดลง มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง รับมือดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง และราคาหุ้นอยู่ในระดับเหมาะสม”
นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า เรายังคงมีมุมมองในเชิงบวกต่อหุ้นไทยหลังการเลือกตั้ง แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง และความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้หรือไม่ แต่ทางบลจ.กรุงศรีคาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีเสถียรภาพได้ ซึ่งจะส่งผลดีให้การเบิกจ่ายงบประมาณ และการใช้จ่ายของภาครัฐมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม
สำหรับกลยุทธ์ของเราได้ปรับพอร์ตลงทุนต่อเนื่อง โดยได้ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มค้าปลีก สื่อสาร ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงในหลักทรัพย์รายตัวในหลายๆหมวดธุรกิจที่มีราคามีความน่าสนใจที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคตได้ ส่วนกลุ่มที่คาดยังมีความผันผวน คือหุ้นกลุ่มที่พึ่งพิงกับเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มพลังงาน หรือปิโตรเคมี ที่ผลดำเนินงานขึ้นอยู่กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จึงยังต้องระมัดระวัง
"เรามีมุมมองต่อดัชนีหุ้นไทย ให้แนวรับที่สำคัญที่ 1,520 จุด ซึ่งถูกทดสอบมาแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ แต่มีแรงซื้อกลับ และมองดัชนีปลายปีนี้ที่แนวต้าน 1,690-1,700 จุด ที่ถูกทดสอบเมื่อตอนต้นปี แต่ไม่ผ่าน"
นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความไม่แน่นอน จากการเลือกตั้งยังเป็นประเด็นระยะสั้น และหากหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล เราคาดว่าจะไม่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก
โดยนักลงทุนคาดหวังเพียงไม่เกิดประเด็นการเมืองนอกสภา เนื่องจากนักลงทุนชอบความชัดเจน อีกทั้งปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยในระยะยาวเป็นภาพของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนจากภายนอกมากกว่า
ทั้งนี้ จากสถิติในอดีตพบว่า นักลงทุนต้องการลดพอร์ตความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้ง และสถิติการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา 4 จาก 5 ครั้งหลังสุด พบว่าผลตอบแทนหุ้นไทยก่อนเลือกตั้ง 1 เดือน ให้ผลตอบแทนติดลบ แต่หลังเลือกตั้งผลตอบแทนของหุ้นไทย 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 4 จาก 5 ครั้ง โดยให้ผลตอบแทนที่ระดับ 4.77% ( 2 เม.ย. 2549) ,8.85% (3 ก.ค.2554) , 4.01% (2 ก.พ.2557) และ1.65% (24 มี.ค. 2562) ขณะที่มี 1 ครั้งที่ผลตอบแทนเป็นลบที่ 5.79% ( 23 ธ.ค. 2550)
สำหรับแนวโน้มทิศทางดัชนีหุ้นไทยหลังจากนี้ อาจถูกกระทบต่อเนื่องและอาจไม่โดดเด่นเท่าตลาดหุ้นต่างประเทศ จากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก คือ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวลงจากความต้องการที่ลดลง และความไม่แน่นอนจากความกังวลเกี่ยวกับภาคธนาคารในสหรัฐฯ
ถึงแม้เราจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแต่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวก็อาจส่งผลโดยอ้อมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไร ซึ่งดัชนีหุ้นไทยมีสัดส่วน 2 กลุ่มนี้รวมกันค่อนข้างมาก
ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยของเรา ยังเน้นเลือกลงทุนหุ้นรายกลุ่มที่น่าสนใจ และได้รับประโยชน์เฉพาะตัว โดยให้น้ำหนักกับกลุ่ม Domestic Play ที่เน้นการเติบโตในประเทศ เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม สุขภาพ และกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ แต่ชะลอการลงทุนในกลุ่ม Global Play ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้คำสั่งซื้อลดลง เช่น กลุ่มส่งออก อาหาร แพคเกจจิ้ง และพลังงาน โดยเรายังคงประเมินเป้าหมายดัชนีปลายปีนี้ไว้ที่ 1,570-1,630 จุด





