ทำไม ‘ทองคำ’ กลับมาเนื้อหอม ท่ามกลางเศรษฐกิจ ถดถอย

ส่องเหตุผลทำไม “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และราคาพุ่งสูงขึ้น แม้เศรษฐกิจถดถอย (Recession) แล้วทองคำยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่
Key Points
- เศรษฐกิจทั้งโลกอยู่ในความปั่นป่วน จนทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นได้รับความนิยมน้อยลง
- ทองคำเป็นสินทรัพย์น่าลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
- ทองคำราคาปรับตัวสวนทางกับการแข็ง-อ่อนค่าของเงินดอลลาร์
- ตัวเลข CPI สหรัฐที่จะประกาศคืนนี้ (10 พ.ค.) เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาทองในอนาคต
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ปั่นป่วน จากทั้งวิกฤติพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรง หรือแม้กระทั่งการล่มสลายของธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลต่อเนื่องให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมาก ตลอดไตรมาสแรก และไตรมาสล่าสุดของปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ “ตลาดหุ้น” เป็นไปอย่างไม่ราบรื่นมากนัก
อย่างไรก็ดี “โอกาสในการลงทุน” ย่อมเป็นของนักลงทุนที่มองเห็นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ที่นักวิเคราะห์ชื่อดังมากมายออกโรงเตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจชะลอตัว หรืออาจถึงขั้นเข้าสู่รีเซสชั่น (Recession) ภายในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้น “ทองคำ” ก็นับว่าเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ
ทำไมทองคำถึงน่าสนใจในสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่
สาเหตุหลักที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน เพราะตามธรรมชาติแล้ว ราคาทองคำโลกจะปรับตัว “ไปในทิศทางตรงกันข้าม” กับสกุลเงินดอลลาร์ กล่าวคือ เมื่อสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำโลกจะพุ่งสูงขึ้น ในขณะเดียวกันหากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำโลกจะปรับตัวต่ำลง
โดยปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ “สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น” นั้นเกิดจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดี ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่น เช่น ภาคบริการมีความยืดหยุ่น ซึ่งช่วยชดเชยความกังวลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว โดยหากสภาพเศรษฐกิจเป็นไปในอีกทิศทางหนึ่ง “สกุลเงินดอลลาร์ก็จะอ่อนค่าลง”
เฟดพึ่งจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไมทองคำยังทำนิวไฮ
แม้ในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจะขยับขึ้นเรื่อยมา จนล่าสุดแตะระดับ 5-5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์
ทว่า จากความปั่นป่วนในภาคธนาคารพาณิชย์ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา จนส่งผลให้ธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐ และยุโรปล้มลงภายในไม่กี่สัปดาห์ ประกอบกับถ้อยแถลงเมื่อวันที่ 3 พ.ค. ของ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ผู้ว่าการเฟด ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่า “สภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น” ของสหรัฐใกล้จบ หรือได้จบลงแล้ว
ประเด็นข้างต้น ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในทองคำมากขึ้น จนแม้เฟดจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในวันที่ 3 พ.ค. แต่วันต่อมา “ราคาทองคำโลก” ก็ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ออลไทม์ไฮ) ที่ 2,082.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะย่อตัวลงมาเล็กน้อย รวมทั้งราคาทองคำของประเทศไทยก็ทำออลไทม์ไฮ แตะระดับ 32,650 บาท เช่นเดียวกัน
ทั้งหมดสอดคล้องกับที่ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ปัจจุบันทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่น่าสนใจมากที่สุด จนธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 228.4 ตัน หรือประมาณ 176% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ของโลกได้แก่ จีน สิงคโปร์ และตุรกี
ประเด็นที่ต้องจับตา
ด้าน นายแพทย์ กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องติดตามตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงสถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐ ที่จะประกาศในค่ำคืนวันนี้ (10 พ.ค.) เนื่องจากจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของราคาทองคำต่อจากนี้
“ตลาดคาดการณ์ว่าตัวเลขซีพีไอแบบเดือนต่อเดือน (Month on Month) ที่จะออกมาคืนนี้ว่า อาจเพิ่มขึ้นจาก 0.1 หน่วย เป็น 0.3-0.4 หน่วย ถ้าเป็นเช่นนั้นคือ ออกมาไม่สูงมากนัก นั้นแปลว่าเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตอยู่ในระดับเดิม ในระยะสั้น ราคาทองคำก็จะสามารถยืนอยู่ในระดับสูงแบบนี้ได้ แต่ถ้าตัวเลขซีพีไอออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ราคาทองก็มีโอกาสร่วงลงทันที”
ทั้งนี้ คาดการณ์ดังกล่าว เป็นเพียงการประเมินสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ “ทำกำไรระยะสั้น” จากความผันผวนของราคาทองคำเท่านั้น ทว่าในระยะกลางไปจนถึงระยะยาว นายแพทย์ กฤชรัตน์ ให้ความเห็นว่า ราคาทองคำจะค่อยๆไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จากท่าทีการหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด รวมทั้งแนวโน้มที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่สภาวะรีเซสชั่นในอนาคตอันใกล้
ความเสี่ยงที่ต้องรับมือ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง การลงทุนในทองคำก็เช่นเดียวกัน โดยตามที่อธิบายไปข้างต้นว่าเมื่อใดก็ตาม ที่สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงทันที ดังนั้นหากต้องการเข้าใจ “ความเสี่ยง” ของการลงทุนในสินทรัพย์นี้ ก็จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยที่จะทำให้ “สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น”
โดยหากในอนาคตอันใกล้ ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐปรับตัวสดใสมากขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง และภาพรวมเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี นั้นหมายความว่าตัวเลขซีพีไอต่อจากนี้จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ประกอบกับหากเฟดเริ่มปรับเปลี่ยนท่าที หันมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเพื่อสกัดเงินเฟ้ออย่างร้อนแรง ทั้งหมดก็จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้สกุลเงินดอลลาร์ “แข็งโป๊ก” จนบีบให้ราคาทองคำลดฮวบลงไป
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







