วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

DELTA ร่วงแรง 13% นักลงทุนผิดหวัง ผลงาน Q1/66 โตต่ำกว่าคาด

DELTA เผยกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 อยู่ที่ 3,614.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันปี 65 ที่มีกำไรสุทธิ 2,780.12 ล้านบาท แต่นักวิเคราะห์มองว่า ยังโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ วันนี้ (27 เม.ย.66 เวลา 11.10 น.) ร่วงมาอยู่ที่ระดับ 774 บาท หรือ -122.00 บาท  หรือ -13.62%

แม้ว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 /66 ของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ออกมามีกำไรสุทธิ 3,614.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันปี 65 ที่มีกำไรสุทธิ 2,780.12 ล้านบาท แต่นักวิเคราะห์มองว่า ยังโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้วันนี้ (27 เม.ย.66 เวลา 11.10 น.) ร่วงมาอยู่ที่ระดับ 774 บาท หรือ -122.00 บาท  หรือ -13.62%

นายวีระวัฒน์  วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด FSS บริษัทในเครือ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงหุ้น DELTA ที่มีค่าพีอีค่อนข้างสูงอยู่แล้ว บวกกับงบที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้นักลงทุนผิดหวัง ผิดคาดทำให้ร่วงลงมาค่อนข้างแรง ส่วนเรื่องของการแตกพาร์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน นี้ ยังคงไม่ใช่ประเด็นหลักของหุ้นที่ร่วงแรงในช่วงเช้าวันนี้ และยังคงแนะนำให้นักลงทุนขายอยู่ เนื่องจากเป้าที่ให้ไว้แค่ 500 บาท เท่านั้น

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา ผู้ช่วยผู้จัดการ บล.ซีจีเอสซีไอเอ็มบี(ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ DELTA ร่วงลงมาในช่วงเช้านี้มาจากงบที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 10% เหตุผลคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มมีสัดส่วนที่น้อยลง และหันไปธุรกิจ EV มากขึ้นด้วย รวมถึง EV ค่อนข้างมีมาร์จิ้นที่ต่ำกว่าด้วย 

โดยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำให้ชะลอการลงทุน แต่ที่สามารถเข้าไปลงทุนได้มี HANA แต่โดยรวมชิปที่เคยมีการขาดแคลนสินค้าก็เริ่มมีความคลี่คลายแล้ว แต่ฝั่งอุปสงค์ความต้องการในการซื้อมีความคึกคักไปแล้วในช่วง 2-3 ปีที่แล้ว ทำให้อุปสงค์ยังไม่ค่อยดีมาก 

สำหรับ DELTA เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/66 มีกำไรสุทธิ ในไตรมาสนี้มีจำนวน 3,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,780 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 11.2%

ทั้งนี้ การเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่มีกำไรเพิ่มสูงขึ้น ทำให้กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ อยู่ที่ 3,477 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.5% คิดเป็นอัตรากำไร 10.8% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 8.9% ของงวดเดียวกันในปีก่อน 

ขณะที่ ยอดขายสินค้า และบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 32,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการของลูกค้าที่สูงขึ้นอย่างมากของกลุ่มโซลูชันยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม 

สำหรับ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และกลุ่มผลิตภัณฑ์ Cloud Storage มียอดขายเติบโตจากปีก่อนหน้า แต่ชะลอตัวลงจากฐานสูงในไตรมาสที่แล้ว สืบเนื่องจากปัจจัยกดดันของสภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้ที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้กลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และองค์กรเพิ่มความระมัดระวังในการบริหารเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่กลุ่มพัดลม และระบบจัดการความร้อน มีอัตราการเติบโตในระดับปานกลาง เช่นเดียวกับ กลุ่มผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐาน 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์