วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งท้ายงบ TRUE ก่อนแปลง TRUEE ขาดทุนหนักแต่มูลค่าราคาหุ้นเพิ่ม

งบผลประกอบการปี 2565 ของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUEE ก่อนที่การควบรวมกิจการกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC จะแล้วเสร็จตามไทม์ไลน์ที่ระบุไตรมาส 1 ปี 2566 ทำให้กลายเป็นงบปีสุดท้ายสำหรับ TRUEE ปริยาย

        ถือว่ามีความน่าสนใจว่าด้วยฐานะการเงินและข้อมูลมูลค่าตลาดหุ้นจะตีมูลค่าหุ้น TRUEE ที่จะกลับมาซื้อขายใหม่วันที่ 3 มี.ค. 2566 ไว้ที่เท่าไร ด้วยปัจจัยด้านไหนบ้าง ถือว่ามีผลต่อราคาหุ้นในการกลับมาซื้อขายวันแรก

        จากการรวมกิจการมีการตั้งบริษัทใหม่ทำการแลกหุ้นไปยังบริษัทดังกล่าว  และกลายเป็นบริษัทที่จะมีการซื้อขายในตลาดหุ้นผ่าน TRUEE   ซึ่งการรวบกิจการกันย่อมมีการให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมากกว่าลดลงอยู่แล้ว

         ยิ่งเป็นธุรกิจโอปอเรเตอร์ด้วยกันเองที่มีมูลค่าระดับ 6 แสนล้านบาท มีผู้แข่งขันหลัก 3 ราย เมื่อรวมกันเหลือ  2 รายแม้จะไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่า "ผูกขาด" แต่ทำให้การแข่งขันแทบลดฮวบทันที และเมื่อต้นทุนมหาศาลในส่วนนี้หายไปย่อมมองไปถึงฐานรายได้และกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

       งบสิ้นปี 2565 ของ TRUEE รายงานรายได้ 618,095  ล้านบาท  ลดลงเล็กน้อย 1.10 % จากปีก่อน จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการแข่งขันในตลาด มีต้นทุนด้านพลังงานและสาธารณูปโภคที่ปรับตัวขึ้น และค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการ

        TRUEE ยังประสบขาดทุนสุทธิ  18,285.20 ล้านบาท   มีรายการพิเศษทั้งเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นในการขยายโครงข่ายและการให้บริการ   ค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย ภาษีและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน   ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำประมาณ 8.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4

        การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ประมาณ 5.5 พันล้านบาท ส่วนใหญ่จากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่มีความซ้ำซ้อนหรือคาดว่าจะไม่ได้ใช้ในบริษัทใหม่ที่จะเกิดขึ้น ภายหลังการควบรวมกิจการ  การด้อยค่าของค่าความนิยมจำนวน 2 พันล้านบาท และผลกระทบจากการประเมินมูลค่า ประจำปีของหน่วยลงทุน DIF ประมาณ 1 พันล้านบาท

       ขณะที่ขาดทุนสะสมของ TRUEE อยู่ที่ 98,387.19 ล้านบาท  แต่ทั้งนี้มีส่วนเกินมูลค่าหุ้นอยู่ที่  26,435 ล้านบาท  และหากคิดข้ามช็อตไปอีกโอกาสการนำสินทรัพย์ภายใต้เสาสัญญาณของ DTAC เป็นหนึ่งในทางออกขายเข้ากองทุนเพื่อรับกำไรเข้ามาได้อีกในอนาคต หลังจากที่ TRUE   ใช้วิธีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนจนมีกำไรพิเศษเพื่อมาจ่ายปันผลได้

        บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)  ประเมินรายได้ไตรมาส 4 ปี 2565 ยังอ่อนแอ หากไม่รวมรายการพิเศษผลขาดทุนหลักสุทธิ จะอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท (เทียบกับผลขาดทุนหลักที่ 1.3 พันล้านบาทในไตรมาส 4 ปี2564 และ 2.6 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปี2565

       รายได้จากธุรกิจมือถือในไตรมาส 4/65 ซึ่งคิดเป็น 66.6% ของรายได้จากบริการหลัก อยู่ที่ 1.97หมื่นล้านบาท (-1.0% YoY, -1.6% QoQ) ได้แรงหนุนจากสมาชิกที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 247,000 รายและ ARPU โดยประมาณที่ 183 บาท/เดือน (-9.6% YoY, - 2.3% QoQ)

        เปรียบเทียบรายได้จากมือถือที่ลดลง QoQ แย่กว่า ADVANC (+1.4% QoQ) และ DTAC (-0.5% QoQ) ขณะที่รายได้จากธุรกิจ FBB ในไตรมาส 4/65 ซึ่งคิดเป็น 24.4% ของรายได้จากบริการหลัก อยู่ที่ 7.2 พันล้านบาท (-4.1% YoY, -0.9% QoQ) จากจานวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น 7 พันราย และ ARPUโดยประมาณที่ 449 บาท/เดือน (-11.5% YoY, -2.4% QoQ)
       แต่นอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว รอลุ้น ประกาศ “แผนธุรกิจและแนวโน้ม synergy”  จากทีมผู้บริหารใหม่ประเด็น 1) การสร้างมูลค่า synergy ร่วมกันและ 2) การประหยัดต้นทุนค่าเสื่อมราคาจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์และการปรับอายุ useful life ของสินทรัพย์ใหม่

       ราคาเป้าหมายหลังการรวมกิจการที่ 9.23 บาท สำหรับ TRUE บริษัทใหม่ ทั้งนี้ มูลค่าตามราคาตลาดรวมกันของ TRUE เดิม (ปัจจุบันใช้ชื่อ TRUEE)และ DTAC ในวันซื้อขายวันสุดท้าย (17 ก.พ. 2566) จะสามารถนามาคานวณเราคาตลาดของ TRUE ใหม่ได้ที่ 8.51 บาท ซึ่งจะเริ่มซื้อขายในชื่อ TRUE ในวันที่ 3 มี.ค. 2566