“ตลาดหุ้นไทย” ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 1,658.29 จุด เพิ่มขึ้น 10.90 จุด หรือ 0.66% “บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์” ระบุ DELTA ดึงดัชนี 7 จุด อานิสงส์แตกพาร์ แต่ควรระวังเพราะหน้าหุ้นที่เป็นตัวชี้วัดทิศทางตลาดหุ้นอย่าง KBANK และ PTT กลับย่อตัว
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาด “หุ้นไทย” วันนี้ผันผวนในทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งวัน ซึ่งดัชนีหุ้นไทยทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,660.58 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,648.99 จุด ก่อนมาปิดตลาดที่ 1,658.29 จุด เพิ่มขึ้น 10.90 จุด หรือ 0.66% มูลค่าซื้อขาย 63,734.90 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
1. DELTA มูลค่า 6,889.73 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 976 บาท เพิ่มขึ้น 72.00 หรือ 7.96%
2. KBANK มูลค่า 2,431.28 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 139.50 บาท ลดลง 2.00 หรือ 1.41%
3. OSP มูลค่า 2,366.09 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 30.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 หรือ 6.09%
4. JMT มูลค่า 1,895.14 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 45.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 หรือ 5.85%
5. EA มูลค่า 1,588.40 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 83.25 บาท ลดลง 3.25 หรือ 3.76%
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะปรับตัวเเข็งแกร่งขึ้นมา แต่หลักๆ ไม่ได้เเข็งแกร่งแท้จริง เพราะหน้าหุ้นหลักของไทยอย่าง ‘ภาคพลังงาน’ และ ‘ธนาคาร’ ไม่ได้ปรับตัวขึ้นตาม โดยสาเหตุตลาดปรับตัวขึ้นมาวันนี้เป็นเพราะข่าวดีเฉพาะตัวของหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งเป็นหน้าหุ้นที่มีมาร์เก็ตเเคปเบอร์หนึ่ง จึงดึงดัชนีขึ้นทั้งหมดประมาณ 7 จุด จากทั้งหมดที่บวกเพิ่มประมาณ 10 จุด
“นอกจากอิทธิพลจาก DELTA ที่ดึงดัชนีฯ ขึ้นแล้ว หน้าหุ้นที่บวกวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่เอิร์นนิงดี ไม่ว่าจะเป็น OSP หรือ CBG ประกอบกับการที่ PTTEP ฟื้นตัว และหุ้น JMT รีบาวด์ ทั้งหมดดูเป็นการปรับขึ้นที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวที่เป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดภาพใหญ่อย่าง KBANK และ PTT กลับอยู่ในแดนลบ ตอนนี้ปัจจัยขับเคลื่อนภายในประเทศแผ่ว มูลค่าซื้อขายโดยรวมดูแล้วไม่เร้าใจ เมื่อวานอาจจะดูเยอะ แต่ก็เป็นเพราะมีบิ๊กล็อต พวกทรู-ดีแทค แต่วันนี้ก็กลับมาทรงๆ ทรุดๆ เงียบๆ เหมือนเดิม”
ความเสี่ยงใหญ่ของประเทศไทยประกอบด้วย 2 ข้อหลักคือ
- กระแสเงินทุน ‘ไหลกลับ’ โดยปีที่แล้วเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าพอร์ตลงทุนของต่างประเทศ (Foreign Portfolio) ของไทย และเข้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเห็นได้ชัด แต่ปีนี้เงินทุนดังกล่าวไหลกลับไปต้นทางที่นักลงทุนออกมาปีที่แล้วไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา หรือฝั่งยุโรปที่เคยมีข่าวเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- สภาพคล่อง (Liquidity) ของการลงทุนทั่วโลกน้อยลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระดับสูง และธนาคารกลางสหรัฐยังถอนสภาพคล่องอยู่
ทั้งนี้ นายประกิต วิเคราะห์ว่า หากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยที่จะประกาศในวันพรุ่งนี้ (17 ก.พ.) ดีกว่า 3.6% หรือ 3.7% ซึ่งมีความเป็นไปได้ อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อ โดยคาดการณ์แนวรับวันพรุ่งนี้อยู่ที่ 1,652 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,668 จุด
“ผมมองว่าตัวเลขของไทยน่าจะเริ่มพลิกฟื้นขึ้นมาได้ ตัวเลขเราสามารถจูงใจได้ในเเง่การเติบโต มันน่าจะช่วยได้ ตรงกันข้ามกับอเมริกาที่ต้องแย่ลงเพราะผมเชื่อว่าตลาดหุ้นอเมริกาอยู่บนความคาดหวังที่มากจนเกินไป ตัวเลขเศรษฐกิจของเขาตอนนี้อาจจะดูเหมือนดี แต่สักพักหนึ่งตลาดจะเริ่มรู้ว่าทิศทางตัวเลขต่อไปจะสร้างความผิดหวัง เพราะฉะนั้นภาพการตีกลับของกระเเสเงินน่าจะหยุดได้แล้ว”
“ยิ่งถ้าพรุ่งนี้จีดีพีของเราดี บาทจะเป็นตัวนำ เพราะค่าเงินมาถึงเป้าหมายที่วางไว้ที่ 34.5 บาทแล้ว ซึ่งนักลงทุนอาจเริ่มเข้ามาเก็งกำไรอีกรอบ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้หุ้นไทยฟื้นได้”
สำหรับการลงทุนในวันพรุ่งนี้ ควรรอฟังตัวเลขจีดีพีก่อน โดยหากจีดีพีดีตามคาดก็แนะนำให้เข้าสะสมหุ้นปันผลสูงที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนตบเท้าเทขายค่อนข้างเยอะ KKB TISCO และ ASK เป็นต้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




