วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” ปิดตลาดลบ 1.62 จุด พรุ่งนี้แกว่ง Sideway

“ตลาดหุ้นไทย” ปิดตลาดวันนี้ (7 ก.พ. 66) อยู่ที่ 1,680.49 จุด ลดลง 1.62 จุด หรือ 0.10% “บล. ทิสโก้” ชี้ พรุ่งนี้ตลาดแกว่งตัวในลักษณะ sideway ด้วยแนวต้านระหว่าง 1,690 จุด - 1,695 จุด ส่วนแนวรับในช่วง 1,670 - 1,660 จุด

ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาด “หุ้นไทย” วันนี้ผันผวนระหว่างแดนบวกและแดนลบตลอดทั้งวัน ซึ่งดัชนีทำต่ำสุดอยู่ที่ 1,676.14 จุด ก่อนมาปิดตลาดที่ 1,680.49 จุด ลดลง 1.62 จุด หรือ 0.10% มูลค่าซื้อขาย 61,463.79 ล้านบาท

  • หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่

1. DELTA  มูลค่า 4,025.04 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 970 บาท เพิ่มขึ้น 20 บาท หรือ 2.11%

2. PTTEP มูลค่า 2,534.11 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 165 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท หรือ 0.61%

3. EA มูลค่า 1,830.53 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 90.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 1.97%

4. BANPU มูลค่า 1,830.34  ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 11.20 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.88%

5. AOT มูลค่า 1,462.01 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 73.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.34%

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าว่า วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งในลักษณะ Sideway โดยเมื่อช่วงเช้าปรับตัวขึ้นไปถึงประมาณ​1,690 จุด และปรับตัวลงมาในแดนลบช่วงบ่าย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายกำหนด ‘ค่าเหยียบแผนดิน’ จนมีแรงขายหน้าหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวออกมา 

ประกอบกับนักลงทุนยังจับตาตัวเลขอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่อาจปรับตัวขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ทว่ายังมีผลต่อเนื่องเพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ ยีลด์) และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ฟันด์โฟลว์เป็นลบในระยะสั้น 

สำหรับวันพรุ่งนี้ (7 ก.พ. 2566) ดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจแกว่งอยู่ในกรอบจำกัด ด้วยแนวต้านระหว่าง 1,690 จุด - 1,695 จุด ส่วนแนวรับอยู่ในช่วง 1,670 - 1,660 จุด จากปัจจัยชุดเดิมจากช่วงก่อนหน้า เช่น ผลประกอบการไตรมาส 4 ของหลายธุรกิจออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หรือตัวเลขการจ้างงานสหรัฐออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ด้วย ซึ่งทำให้นักลงทุนปรับมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ประเมินไว้ 

สำหรับคำแนะนำด้านการลงทุนวันพรุ่งนี้ควรเน้นหน้าหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4 จะออกมาดี อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องดูหน้าหุ้นที่ได้รับจากอานิสงส์ทางบวกจากปัจจัยต่างๆ ด้วย เช่นช่วงนี้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ในทางกลับกันค่าเงินบาทอ่อนค่า จึงควรเน้นหน้าหุ้นที่เกี่ยวกับการส่งออก แต่ก็ควรระวังหน้าหุ้นส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เพราะอาจได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้น ทั้งนี้หน้าหุ้นส่งออกเกี่ยวกับอาหารเป็นตัวที่น่าสนใจ