'แบงก์ออฟอเมริกา’ เผยดัชนีชี้วัดฝั่งผู้ขายร่วงลงกว่า 33 จุด เข้าใกล้ระดับ ‘ควรเข้าซื้อ’ มากสุดนั้บตั้งแต่ปี 2560 ขณะ นักลงทุนจำนวนมากเริ่มคาดการณ์ว่าการรีบาวด์ของตลาดหุ้นใกล้กลับมาในเร็ว
สำนักเดอะอีโคโนมิกไทม์ส รายงานว่า ดัชนีชี้วัดฝั่งผู้ขาย หรือ “sell-side indicator” ของแบงค์ออฟอเมริกา (Bank of American: BofA) ร่วงลง 33 จุดในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และขณะนี้ดัชนีดังกล่าวอยู่ห่างจากระดับ “ควรเข้าซื้อที่ดีในอดีต” เพียง1.5%
ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นสัญญาณที่ใกล้กับจุด “ควรเข้าซื้อ” มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2560 โดยดัชนีชี้วัดฝั่งขายดังกล่าวรวบรวมมุมมองของการจัดสรรสินทรัพย์ (asset allocation) จากนักกลยุทธ์ของวอลล์สตรีทไว้
ด้าน ซาวิตา ซูบรามาเนียน (Savita Subramanian) นักกลยุทธ์ของแบงค์ออฟอเมริกา และคณะ ระบุในจดหมายถึงลูกค้าว่า หนึ่งในเหตุผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาพรวมตลาดหุ้นในปี 2566 คือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
หลังจากที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงถึง 19% เมื่อปีที่แล้ว ในวันแรกของการเปิดตลาดปีนี้ได้ขยับตัวลงเพียง 0.4% เนื่องจากนักลงทุนจำนวนหนึ่งคาดว่าแนวโน้มตลาดหุ้นอาจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน หุ้น Tesla Inc. ดิ่งลงมากที่สุดตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา หลังจากการประมาณตัวเลขของไตรมาสที่สามของปีที่ผ่านมาผิดพลาด แม้ว่า “ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว” จะสร้างผลกำไรให้ตลาดสำคัญก็ตาม รวมทั้งหุ้น Apple Inc. ต่างก็ลดลงทำให้มูลค่าตลาดของผู้ผลิต iPhone ไปอยู่ที่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาทเช่นกัน
นักลงทุนจำนวนมากต่างก็คาดการณ์การรีบาวด์ของตลาดหุ้นจะกลับมาในช่วงนี้ โดยมีปัจจัยเสริมคือแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และนักกลยุทธ์ของแบงค์ออฟอเมริกาจำนวนหนึ่งมองว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงอาจช่วยให้ดัชนี S&P 500 แตะ 4,000 จุด ได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่กระโดดขึ้นราว 4.6% จากการปิดตลาดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ในปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองว่า “Sentiment indicators” หรือ “การมองอารมณ์ตลาด” เป็นเครื่องมือการลงทุนที่ยังไม่แม่นยำมากนัก เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวจะใช้ผ่านการ “อ่าน” การดีดตัวขึ้นของดัชนีก่อนที่จะดิ่งลงอย่างรุนแรงภายหลัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป การประเมินมูลค่าของดัชนี S&P 500 ก็มีความสมเหตุสมผลมากขึ้นจนนักลงทุนสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการทำกำไรได้พอสมควร





