“บล.เอเซีย พลัส” ชี้สารพัดปัจจัยลบฉุดหุ้นไทยระหว่างวันร่วงหลุด1,600 จุด ก่อนรีบาวด์ ลุ้นฟันด์โฟลว์ต่างชาติ-สถาบันกลับเข้าซื้อช่วงท้ายปี ดันดัชนีขยับขึ้น “บล.ยูโอบีเคย์เฮียน-หยวนต้า” หวังเกิด window dressing ชี้ดัชนีปรับขึ้น 1% ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี
วานนี้ (20 ธ.ค.) ธนาคารกลางญี่ปุ่น ( BOJ) สร้างความประหลาดใจให้ตลาดโดยประกาศขยับกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน ด้วยการคุมผลตอบแทนพันธบัตร (Yield curve control : YCC ) ขึ้น เป็นไม่เกิน 0.50% จากไม่เกิน 0.25% แม้จะยังทำ QE แต่ก็จะเริ่มมีระดับของความตึงตัว ที่สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกมากขึ้น
มติของ BOJ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียต่างปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน โดยหุ้นไทยปิดตลาด ลดลง 13.76 จุด หรือ 0.85% มาอยู่ที่ 1,604.44 จุด ระหว่างวันลดลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,597 จุด หรือลดลง 21.17 จุด นับเป็นระดับต่ำกว่า 1,600 จุด ครั้งแรกในรอบเกือบ 2 เดือน ส่วนจุดสูงสุดของวันอยู่ที่ 1,621.54 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ 58,700.96 ล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลงตามตลาดหุ้นเอเชียที่ลดลงราว 1 -2% จากความกังวลธนาคารกลางญี่ปุ่นขยับกรอบบอนด์ยิลด์ขึ้นมา และยังเป็นภาวะที่คนกลับเข้าถือเงินสดก่อนช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่
ขณะเดียวมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อปลายปีของภาครัฐ ถือเป็นข่าวดี แต่ถูกกลบด้วยเซ็นทริเม้นท์เชิงลบของภูมิภาคที่ปรับตัวลดลงมากกว่า และเมื่อดัชนีตลาดปรับตัวลงมาหลุดแนวรับ 1,610 จุด ก็ยิ่งทำให้มีแรงขายหุ้นออกมามากขึ้น จึงเป็นหลายสาเหตุผสมกันที่ทำให้ดัชนีปรับตัวลดลง โดยดัชนีในช่วงสัปดาห์นี้น่าจะรักษาฐานบริเวณกรอบ 1,595-1,600 จุด มองแนวรับที่ 1,580 จุด
อย่างไรก็ตามในช่วงหลังจากนี้ ยังคาดหวังว่า นักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) และนักลงทุนสถาบันจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทย ช่วยหนุนดัชนีปลายปีนี้ขึ้นมายืนเหนือ 1,600 จุด โดยมีแนวต้านที่ 1,610 จุด แต่คาดหวัง window dressing จากแรงหนนุนกองทุน SSF ได้ยาก เพราะยังไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้ามากนัก
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) กล่าวว่า การปรับลดลงของดัชนีหุ้นไทยเกิดจากความกังวลที่มีต่อการปรับนโยบายการเงินของบีโอเจ โดยการปรับเพิ่มกรอบบนของ Yield Curve Control เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าโดยส่วนตัวยังคาดหวังว่าจะเกิด window dressing เพราะตามสถิติ SET Index จะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 1% ในสัปดาห์สุดท้ายของทุกปี ส่วนเม็ดเงินลงทุน SSF คาดหนุนหุ้นไทยจำกัด เพราะ 2 ปีที่ผ่านมามีแรงซื้อ SSF ที่เป็นหุ้นไทยเพียงปีละ 2-3 พันล้านบาทเท่านั้น โดยมองแนวรับหุ้นไทยที่ 1,590 ส่วนแนวต้านที่ 1,620 จุด แนะนำเลือกลงทุนในหุ้น Defensive เช่น BAREIT, RATCH, ADVANC, TISCO, TU, BBL
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลกระทบจากธนาคารญี่ปุ่นน่าจะจำกัดอยู่ในเชิงจิตวิทยาเป็นหลัก แต่หุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ปัจจัยกดดันอยู่ที่ ตัวเลขส่งออกเดือนพ.ย.ที่จะประกาศ 22 ธ.ค.นี้ ที่มีความเสี่ยงอาจติดลบแรงระดับ 15-20% จากตัวเลขส่งออกที่ชะลอลง (หลังปลายปี 2564โตผิดปกติจาก Supply Shortage)
ขณะที่รอลุ้นปัจจัยหนุนดัชนี จากมาตรการภาครัฐต่างๆในช่วงปลายปีและแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนสถาบันกลับเข้ามา คาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาทได้ ในสัปดาห์นี้ยังมองกรอบแนวรับสำคัญ ที่ 1,595 จุดไม่ควรหลุดระดับนี้ และแนวต้าน 1,610 จุด
นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยปรับลง ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเซียจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่นเซอร์ไพร์สตลาดเปลี่ยนนโยบายการเงินเข้มงวด และเฟดยังเสียงแตกช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว
โดยรวมประเมินจากปัจจัยแวดล้อม เชื่อว่าไม่มีปัจจัยที่จะกดดันหรือหนุนตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยยะ และมูลค่าการซื้อ-ขายคาดจะเบาบางลงเนื่องจากใกล้เข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองสิ้นปี ทำให้ประเมินกรอบดัชนีในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้ประเมิน แนวรับ 1,585จุดและแนวต้าน 1,600 – 1,650 จุด
แต่ปัจจัยสำคัญในช่วงที่เหลือติดตามรายงานตัวเลขส่งออก และนำเข้าของไทยเดือน พ.ย. คาดติดลบ 5% YoY และ เพิ่มขึ้น 0.6% MoM และติดตามตัวเลขPCE สหรัฐ เราคาดว่าตลาดได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมา หากออกมาต่ำคาดมองเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง กลับมาปรับตัวขึ้น (Rebound)





