ตลาดการเงินและลงทุน ชี้เงินเฟ้อต.ค.พุ่ง 3.90% ปัจจัยชั่วคราวจากต้นทุนพลังงาน ประเมิน ธปท. ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย พร้อมมองส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ ยังไม่กดดันเงินทุนไหลออกรุนแรง
KEY POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญในตลาดเงินและการลงทุนมองตรงกันว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ในประเทศที่ร้อนแรง
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งอุปทานและเป็นภาวะชั่วคราว คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไปอีกอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส
- แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะกว้างขึ้น แต่ยังไม่มีสัญญาณน่ากังวลเรื่องเงินทุนไหลออกรุนแรง โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของไทย
- น่าห่วงตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่คือ กำลังซื้อในประเทศ ที่อาจโดนกดทับจากการเติมเงินกองทุนน้ำมันมากกว่า
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังกระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 3.90% YoY (เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.82%) สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.24% และทะลุกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ 1–3%
ต่อประเด็นดังกล่าว ในตลาดการเงินและการลงทุน เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจ เห็นพ้องกันว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่างจะสูงกว่าที่ตลาดไว้แต่เป็นเพียง "ปัจจัยชั่วคราว" ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่กดดันเงินบาทอ่อนค่า มอง ธปท. ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อ ต.ค. พุ่ง 3.9%
กรุงศรี
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวสูงกว่าที่ตลาดมองและอาจยังสูงต่อเนื่องถึงต้นปึ 2570 แต่เงื่อนไขที่จะทำให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยยังมีน้ำหนักไม่พอ อาจต้องรอดูแนวโน้มการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศเป็นหลักก่อน
"กรณีฐานคาดว่า กนง.ยังคงดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส ยกเว้นแนวโน้มเศรษฐกิจเงินเฟ้อเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ขยายตัวเกินศักยภาพต่อเนื่อง หรือมีสัญญาณ second round effect ของการปรับขึ้นค่าจ้างและราคาสินค้า"
ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐฯ ที่ติดลบกว้างเป็นประวัติการณ์นั้น จะเห็นได้ว่า การติดลบกว้างขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว เป็นหนึ่งในปัจจัยลบต่อค่าเงินบาทก็ตาม แต่ไม่มีสัญญาณเงินไหลออก อย่างตื่นตระหนก
ขณะที่บอนด์ยิลด์สหรัฐฯลดลงในระยะนี้ ตามแรงขายหุ้น AI โดยยิลด์ที่ลดลงช่วยคลายแรงกดดันได้บ้าง ติดตามราคาน้ำมันตลาดโลกเป็นประเด็นชี้นำค่าเงินบาท ยังคงมุมมองกรอบค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ 33.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์
กรุงไทย คาดเงินเฟ้อปี 69-70 ทรงตัวสูงเกิน 2% ชี้พลังงานแพง-เอลนีโญกดดัน ก่อนทยอยคลี่คลายครึ่งหลังปี 70
นายกฤษฏิ์ ศรีปราชญ์ นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ต.ค. 69 อยู่ที่ 3.90%YoY สูงสุดในรอบ 3 ปี 9 เดือน (เร่งขึ้นสูงสุดในรอบ 45เดือน) และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 3.24% โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากสินค้าในหมวดพลังงานซึ่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกดดันราคาพลังงานโลก สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 102.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แต่อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานยังจำกัด ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง สะท้อนว่า แรงกดดันเงินเฟ้อล่าสุดมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ มากกว่าแรงผลักดันจากภาคอุปสงค์ภายในประเทศ
การส่งผ่านต้นทุนไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานยังมีข้อจำกัด สะท้อนจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
1) เงินเฟ้อพื้นฐานของไทยที่ปรับเพิ่มขึ้นจำกัดเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยในช่วง ก.พ.-ก.ย. 2569 ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทยเพิ่มขึ้น 7.8% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียง 1.1% ต่ำกว่าหลายประเทศที่แม้ราคาผู้ผลิตจะเพิ่มน้อยกว่า
2) ข้อจำกัดในการปรับราคาขายของผู้ประกอบการ ผลสำรวจภาคธุรกิจพบว่า 65% ของผู้ประกอบการไม่มีแผนปรับราคาขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า สะท้อนการปรับราคาขายที่ยังจำกัด ซึ่งอาจเป็นผลส่วนหนึ่งจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง อย่างไรก็ดี ธุรกิจบางสาขา โดยเฉพาะขนส่ง โรงแรมและร้านอาหาร ยังมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อพื้นฐานในระยะถัดไป
นายกฤษฎิ์ มองไปข้างหน้า คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปี 69 มีแนวโน้มสูงกว่าค่ากลางของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 2.0% และทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงต้นปี 70 จากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยเดือน ต.ค. 69 เพิ่มเป็น 102.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และในต้นเดือน พ.ย. 69 ยังอยู่เหนือ100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ประกอบกับยังมีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตรและผลักดันให้ราคาอาหารสดเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยกลับสู่ระดับต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี 70 จากผลของฐานสูงในกลุ่มราคาพลังงาน ประกอบกับเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวแบบ K-shape ซึ่งอุปสงค์จากกลุ่ม K ขาล่างยังไม่เข้มแข็ง และจำกัดการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่กดดันเงินบาทอ่อนค่า มอง ธปท. ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อ ต.ค. พุ่ง 3.9%
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยไทย–สหรัฐฯ ที่ติดลบกว้างยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จำกัดการแข็งค่าของเงินบาท แต่ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว โดยยังต้องพิจารณาทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ภาวะความเสี่ยงในตลาดโลก ราคาทองคำ และปัจจัยพื้นฐานของไทยประกอบกัน
ดังนั้น แม้ดอกเบี้ยไทยจะต่ำกว่าสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่เงินทุนไหลออกหรือเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเสมอไป
ทั้งนี้ แม้เงินบาทปัจจุบันอยู่บริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ แต่ยังคงมุมมองว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับไปบริเวณ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงข้างหน้า โดยส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังติดลบกว้างน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำกัดการแข็งค่าของเงินบาท ขณะที่ทิศทางเงินดอลลาร์ฯ และความผันผวนของตลาดโลกจะยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเงินบาท
เราประเมินว่า เงินบาทที่อ่อนค่าในกรอบดังกล่าวก็อาจจะยังไม่ได้เพิ่มแรงกดดันให้ไทยต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างมีข้อจำกัดและอุปสงค์ในประเทศยังไม่แข็งแรง
อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า หลังเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ต.ค. 2569 ปรับสูงขึ้นกว่าที่ตลาดคาดมาอยู่ที่ 3.9% YoY ตามการขยับขึ้นของราคาพลังงาน
บลจ.บัวหลวง ชี้ ธปท. ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ไร้กังวลทุนไหลออก
ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารการลงทุน บลจ.บัวหลวง มองว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะดูสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่แรงกดดันครั้งนี้มาจาก "ต้นทุนพลังงาน" เป็นหลัก (Cost-push Inflation) มิได้เกิดจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศที่ร้อนแรง สังเกตได้จากอัตรา เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเพียง 1.58% เท่านั้น
สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อมีโอกาสทยอยชะลอตัวลง โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงตั้งแต่เดือนพ.ย.ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุน ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังคงมีความเปราะบาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดค่อนข้างมากในการปรับขึ้นราคาสินค้า
ด้วยเหตุนี้ ทาง บลจ.บัวหลวง จึงมองว่าการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อรอบนี้เป็น "ปัจจัยชั่วคราว" และไม่น่าจะส่งผลให้ ธปท. จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้นนี้
ส่วนของประเด็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ติดลบกว้างราว 275–300 bps หลายฝ่ายกังวลว่าจะเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออกและกดดันฐานะการคลังหรือไม่นั้น ดร.มิ่งขวัญ กล่าวว่า ข้อมูลจากทีมบริหารตราสารหนี้ไทย บลจ.บัวหลวง ระบุว่า ยังไม่พบสัญญาณเงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทยอย่างทั่วถึง ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว (อายุมากกว่า 10 ปี) ตั้งแต่ช่วงเดือนต.ค.ผ่านมา
พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนได้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่อาจมองตรงกันว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราว และคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยไทยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาจมีแรงจูงใจด้านอื่นร่วมด้วย จึงยังไม่สามารถดึงข้อสรุปเรื่องความคาดหวังเงินเฟ้อจากกระแสเงินทุนเพียงอย่างเดียวได้
สำหรับความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะไทยที่เข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP บลจ.บัวหลวง ชี้ว่าหนี้ส่วนใหญ่ของไทยเป็นสกุลเงินบาทและมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างยาว ทำให้ความเสี่ยงเรื่องเงินบาทอ่อนค่าและต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไม่ส่งผลกระทบหรือส่งผ่านไปยังภาระหนี้ทั้งหมดในทันที
"เรามองว่าส่วนต่างดอกเบี้ยที่ติดลบกว้างจะไม่นำไปสู่แรงกดดันให้ไทยต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อทยอยผ่อนคลายลงและยังมีฟันด์โฟลว์ไหลเข้าพันธบัตรระยะยาว"
อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายยังคงต้องติดตามปัจจัยรอบด้านอย่างใกล้ชิด ทั้งค่าเงินบาท ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) เนื่องจากพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ทั้งด้านการเงินและการคลังของไทยในปัจจุบันมีจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดร.จิติพล ชี้ กนง. คงดอกเบี้ย 1% ยาว ห่วงกำลังซื้อมากกว่าส่วนต่างดอกเบี้ย
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ชี้ว่า เงินเฟ้อ ต.ค. พุ่งไป 3.90% แรงกว่าที่ตลาดคาด (3.2%) ก็จริงแต่ต้นเหตุมาจาก "น้ำมัน" ไม่ใช่เศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง ถ้าดูภาพรวมทั้งปี 10 เดือนแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 1.77% ซึ่งยังใกล้เคียงกับที่ ธปท. มองไว้ที่ 2.1%
พร้อมประเมินแนวโน้มต่อจากนี้ คาดว่าเงินเฟ้ออาจจะยังค้างสูงแบบนี้ไปจนถึงราวๆ ไตรมาส 1/70 ตามฐานราคาน้ำมันปีก่อน
ส่วนเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยนั้นมองว่าไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กำหนดค่าเงินบาท เพราะจริงๆ แล้วค่าเงินจะขึ้นอยู่กับดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า กรณีฐานยังมองว่า กนง. จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ต่อเนื่อง
"น่าห่วงจริงๆตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่คือ กำลังซื้อในประเทศ ที่อาจโดนกดทับจากการเติมเงินกองทุนน้ำมันมากกว่า"





